Sunday, November 25, 2012

นิทาน ลูกหมูสามตัว


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีลูกหมูสามตัวเป็นพี่น้องกัน

พวกมันออกเดินทางเพื่อจะหาที่สร้างบ้านคนละหลัง
และเดินทางมาถึงชายป่าแห่งหนึ่ง พวกมันตัดสินใจจะสร้างบ้าน
บริเวณนี้ใกล้ ๆ กัน และเดินทางไปตลาดเพื่อซื้อของสร้างบ้าน

พี่ใหญ่ซื้อฟางไปสร้างบ้านจะได้ไม่เหนื่อยและไม่หนักด้วย
พี่รองซื้อเศษไม้ไปสร้างบ้านตอกตะปูไม่กี่ทีก็เสร็จแล้ว
น้องเล็ก ซื้ออิฐมาสร้างบ้าน พี่ใหญ่พี่รองเห็นหัวเราะและบอกว่า

ทำไมเจ้าโง่อย่างนี้ กว่าจะแบกไป กว่าจะสร้างบ้านเสร็จก็ใช้เวลานาน
แต่ถ้าเราใช้อิฐสร้างบ้าน มันก็จะแข็งแรงและทนทานกว่านะ
พี่ใช้ฟางกับเศษไม้จะไม่ปลอดภัยนะพี่

และทั้ง 3 พี่น้องก็แบกของกลับบ้าน พอถึงชายป่าต่างคนก็ต่างแยก
ย้ายมาสร้างบ้านของใครของมัน


ลูกหมูตัวที่หนึ่งสร้างบ้านด้วยฟางใช้เวลาไม่นานนักก็เสร็จ
ส่วนลูกหมูตัวที่สองสร้างบ้านด้วยเศษไม้ใช้เวลาไม่นานก็สร้างบ้านเสร็จ
และทั้งสองไปดูน้องเล็กสร้างบ้านซึ่งยังไม่เสร็จ
น้องเล็กต้องค่อย ๆ ก่ออิฐทีละก้อนทีละอันกว่าจะสร้างเสร็จก็อีกหลายวัน
เพราะอยากได้บ้านที่แข็งแรงและปลอดภัย
น้องเล็กจึงไม่เชื่อพี่ ๆ ทั้งสอง ที่บอกให้เปลี่ยนมาใช้ฟางกับเศษไม้

ลูกหมูทั้งสองจึงออกไปวิ่งเล่นว่ายน้ำ
ส่วนน้องเล็กก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างบ้านจนเสร็จ

ตกดึกทั้งสามตัวก็เข้านอนบ้านใครบ้านมัน
จนกระทั่งคืนนึงมีเจ้าหมาป่ามาซุ่มดู
หวังจะมาจับลูกหมูทั้ง 3 ตัวมาเป็นอาหาร

และไปบ้านลูกหมูที่สร้างบ้านด้วยฟางก่อน
พอมันมาถึงประตู มันก็พูดขึ้นว่า ...
เจ้าลูกหมูน้อยออกมาให้ข้ากินดีกว่านะ
ไม่ฉันไม่เปิดประตูให้แกหรอก ไป๊ไปให้พ้นนะ
ไม่เปิดไม่เป็นไร บ้านฟางแบบนี้ข้าเป่าก็พังและ
แย่แล้ว บ้านฟางของฉันพังหมดแล้ว
มามะมาให้พี่หมาป่ากินดีกว่า

เจ้าลูกหมูรีบวิ่งไปหาน้องกลางที่สร้างบ้านด้วยเศษไม้
และเจ้าหมาป่าก็มาเคาะที่ประตูแล้วบอกให้เปิด
ลูกหมูบอก ...ไม่มีทางข้าไม่ยอมเปิดประตู
ให้หมาป่าใจร้ายเด็ดขาด ...
อ๋อเหรอ บ้านไม้ที่ไม่แข็งแรงแบบนี้
แค่ข้ากระโดดกระแทกประตูสองที มันก็พังแล้วหละ
เอาหละนะ 1 2 3 แล้วเจ้าหมาป่าก็พังประตูเข้ามาได้
เจ้าหมูทั้งสองรีบวิ่งไปบ้านอิฐของน้องเล็ก โดยที่มีเจ้าหมาป่าวิ่งมาติด ๆ
และเล่าให้น้องเล็กฟังว่าบ้านทั้งสองหลังถูกหมาป่าพังไปแล้ว


เจ้าหมาป่าก็มาถึงบ้านน้องเล็ก และเคาะประตู
แล้วพูดขึ้นว่า .... เปิดให้ข้าเข้าไปกินเดี๋ยวนี้นะ
ไม่เปิดจะพังบ้านอีกหลังนะ น้องเล็กตะโกนบอก กลับไปเจ้าหมาป่า
เจ้าไม่มีทางพังบ้านหลังนี้ได้หรอก
เดี๋ยวจะเป่าให้บ้านพังไปเลย หมาป่ารวบรวมลมเป่า
แต่บ้านก็ไม่ยอมพัง ได้ข้าจะกระโดดกระแทกให้บ้านพังไปเลย
1 2 3 โอ๊ย ใครก็ได้ช่วยหมาป่าด้วย
เจ้าหมาป่ากระโดดกระแทกกับประตูบ้านอิฐอย่างแรง
แต่ด้วยความที่เป็นบ้านแข็งแรงมาก มันจึงเจ็บจนเป็นลมสลบไป

ส่วนเจ้าหมูทั้งสามตัวต่างก็ปลอดภัยในบ้านอิฐของน้องเล็ก
รุ่งเช้าพวกมันทั้งสามตัวก็ไปตลาดเพื่อซื้ออิฐมาสร้างบ้าน

แหล่งที่มา  กระปุกดอทคอม

Thursday, November 22, 2012

จอมอันธพาล



         ณ ชายป่าแห่งหนึ่งอันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ พวกมันอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเป็นเวลานาน จนกระทั่งวันหนึ่งมีงูอันธพาลมาอยู่ที่ชายป่าแห่งนี้ด้วย เจ้างูมีนิสัยดุร้าย จับสัตว์ตัวเล็กกินเป็นอาหาร ทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว

         แย่ จริง ๆ เลยนี่เราต้องอพยพไปอยู่ที่อยู่อื่นจริง ๆ เหรอเนี่ยอยู่เป็นที่มาตั้งนานไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องย้ายบ้าน อย่ามัวพูดมากอยู่เลยเจ้ากุ้ง รีบเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเถอะน่า จะได้รีบไป เดี๋ยวเจ้างูอันธพาลมาจับเรา เดี๋ยวก็หนีไม่ทันกันพอดีหรอก เสร็จหรือยังหล่ะ เสร็จแล้ว เสร็จแล้ว เร่งอยู่ได้ ฉันก็ไม่อยากเป็นอาหารของเจ้างูเกเรหรอกนะ เอ้าแล้วเจ้าเต่าเก็บของเสร็จหรือยัง

เจ้าเต่า : ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละฉันจะอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่คือบ้านของฉัน ฉันมีวิธีของฉันน่า แล้วเจ้าเต่าก็เหลืออยู่ตัวเดียวเท่านั้น และแล้วเจ้างูก็มาที่ริมบึง เมื่อเจอเจ้าเต่า งูก็พยายามกัด ฉก ชก เตะ ต่อย สารพัดแต่เต่าก็หดหัวไปในกระดอง จนงูเหนื่อยหอบ

         งู จึงถามเจ้าเต่าว่าเจ้าทำยังไงถึงมีร่างกายแข็งแรงอย่างนี้ เจ้าเต่าได้ทีจึงบอกว่า ใครก็ตามที่ต้องการมีเนื้อตัวแข็งแกร่งดุจหินผาก็ให้นอนผึ่งแดดกลางแจ้งเป็น เวลา 7 วัน 7 คืน ห้ามกินน้ำหรืออาหารใด ๆ เด็ดขาด เจ้าก็จะมีเนื้อตัวที่แข็งแบบข้าได้

         งู คิดในใจว่าง่ายนิดเดียว ถ้าข้ามีเนื้อตัวแข็งแกร่งจะมาจัดการกับเจ้า แล้วเจ้างูก็รีบจากไป เวลาผ่านไป 7 วัน 7 คืนเจ้าเต่าไปหางูที่อยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ เมื่อเห็นสภาพของเจ้างูก็หัวเราะทันที เจ้างูบอกว่าทำไมข้าไม่เห็นแข็งแกร่งเหมือนเจ้าเลย เต่าบอกว่าในที่สุดก็หลงกลข้าแล้วเจ้างูเอ๋ย งูโมโหจะจัดการเจ้าเต่า แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรเจ้าเต่าไม่ได้ เจ้าเต่าบอกให้งูออกไปจากที่นี่ซะไม่งั้นจะจับต้มกิน เจ้างูจึงจากไป

         เต่าก็ตามเพื่อน ๆ ให้กลับมาอยู่ในป่าเช่นเดิม ความสงบสุขก็กลับมาอีกครั้ง

แหล่งที่มา   กระปุกดอทคอม

 

Wednesday, November 21, 2012

นาฬิกาทรายกับน้ำแข็ง



นานมาแล้ว โลกเป็นเพียงวัตถุทรงกลมเรียบๆเปล่าๆ ไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจาก น้ำแข็งก้อนใหญ่กับนาฬิกาทรายเรือนยักษ์ที่มีปลายเปิด สามารถปล่อยทรายออกได้อย่างเดียว น้ำแข็งกับนาฬิกาทรายเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก ร่วมทุกข์ร่วมสุข จนทั้งคู่เติบใหญ่เข้าสู่วัยหนุ่มสาว ความงดงามของน้ำแข็ง ทำให้นาฬิกาทรายแอบชื่นชมหลงใหล แต่ทุกครั้งที่พยายามแสดงความสนิทสนมใกล้ชิด ความเย็นชาจากน้ำแข็งก็ทำให้นาฬิกาทรายต้องผิดหวังทุกทีไป วันหนึ่งนาฬิกาทรายทะเลาะกับน้ำแข็งอย่างรุนแรงถึงขั้นแตกหัก นาฬิกาทรายร้องไห้เสียใจหนีไปอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่านาฬิกาทรายกับน้ำแข็งก็ยังไม่คืนดีกัน ต่างคนต่างอยู่คนละซีกโลก จนมาวันหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้โลกจะต้องแตกออกเป็นสองส่วน

น้ำแข็งรู้ดีว่าถ้าโลกแตกเป็นสอง ส่วนแล้ว ก็คงไม่ได้เจอกับนาฬิกาทรายตลอดกาล แต่ด้วยทิฐิที่มีอยู่ น้ำแข็งจึงเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ แทนที่จะออกตามหานาฬิกาทราย ดวงจันทร์โคจรผ่านมา น้ำแข็งจึงถามว่าอีกซีกโลกเป็นอย่างไรบ้าง

ดวง จันทร์บอกว่า นาฬิกาทรายกลับมาไม่ทันเพราะโลกกำลังจะแยก จึงปล่อยทรายออกมาปกคลุมรอยแตกของโลก เพื่อยึดไว้ไม่ให้แยกออกจากกัน โดยหวังว่าจะได้กลับมาพบน้ำแข็งอีก ทันทีที่รู้ น้ำแข็งก็รีบออกตามหานาฬิกาทราย........

สายเกินไป ทรายกำลังจะหมดจากตัวนาฬิกาแล้ว เมื่อน้ำแข็งมาถึงก็ได้ยินเพียงคำพูดสุดท้ายจากปากของนาฬิกาทราย " ฉันรักเธอ ..." ความเย็นชาที่มีในตัวน้ำแข็งหมดลงทันที น้ำแข็งจึงเริ่มละลายในขณะที่ทรายเม็ดสุดท้ายร่วงลงสู่พื้นดิน กลายเป็นน้ำทะเลที่อ่อนโยน คอยโอบอุ้มผืนทรายที่บริสุทธิ์ อยู่คู่กันมาจนทุกวันนี้ ................... 

แหล่งที่มมา  http://bouck.exteen.com 



Wednesday, November 14, 2012

มดกับดักแด้


ในคืนของวันหนึ่งที่ลมมรสุมลูกใหญ่พัดกระหน่ำลงมาตลอดทั้งคืนในป่าลึก ...มันเป็นสิ่ง ที่โหดร้ายอย่างมากเลยทีเดียว...และกว่าลมมรสุมลูกนั้นจะพัดผ่านพ้นไปก็เป็นเวลาเช้าพอดี พระอาทิตย์แย้มหน้าออกมาส่องแสงให้ความสว่างไสวไปทั่วทั้งป่า และที่นั่นได้มีมดตัวหนึ่ง ค่อย ๆโผล่หัวของ มันออกมาจากใต้ใบไม้แห้งที่วางปิดอยู่บนปากหลุมใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เมื่อคืนมันได้ใช้ เป็นที่หลบลมพายุลูกร้ายลูกนั้นอยู่ตลอดทั้งคืน...

" โอ้ย...สุดแสนที่จะน่ากลัวและโหดร้ายเหลือเกิน.." เมื่อมันโผล่หัวของมันออกมาได้ ก็บ่นงึมงำด้วยความโมโห แล้วในขณะนั้นมันได้มองไปเห็นสิ่งหนึ่งเข้า เจ้าสิ่งนั้นเคลื่อนไหวไป-มาอย่างยากลำบาก มันกระดืบตัวออกมาจากใต้ใบไม้แห้งที่ตกอยู่ เจ้ามดไม่เคยเห็นสิ่งนั้นมาก่อน มันให้เป็นนึกรังเกียจ และความรู้ สึกไม่ ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ในความน่าเกลียดของเจ้าสิ่งที่มันได้เห็น มันถึงกับพูดแบบดูถูกกับเจ้าสิ่งนั้นไปว่า " นี่เอ็ง...เป็นตัวอะไรฟะ มือก็ไม่มีขาก็ไม่มี จะเคลื่อนไหว แต่ละทีนั้นก็แสนจะลำบากน่ารำคาญออกอย่างนั้น...ทำไมเจ้าถึงเป็นแมลงตะกูลที่ น่าเกลียดที่สุดในโลกอย่างนี้ด้วยเล่า??.. "

สิ่งที่มันนึกรังเกียจตัวนั้นคือตัวดักแด้ที่กำลังรอคอยเวลาที่จะลอกคราบอยู่ในอีกไม่ช้าไม่นานแต่ ด้วยเพราะลมพายุเมื่อคืน มันได้โดนพัดสลัดให้ตกลงมาสู่พื้นดินด้านล่างอย่างโชคร้าย...
" ขอโทษทีเถอะท่าน ที่ เราเป็นสาเหตุ..ทำให้ท่านความรู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นสาระรูปอันน่าเกียจนี้ของเรา เราเป็นดักแด้หรือตัวอ่อนของ แมลงชนิดหนึ่ง มือก็ไม่มี ขาก็ไม่มี จึงเดินไม่ได้เหมือนอย่างท่าน..ขอโทษที " แต่เจ้ามดเมื่อได้ฟังดังนั้นกลับทำหน้าเบ้ แล้วพูดว่า " เป็นแมลงเหมือนอย่างข้าด้วย..แย่มากๆ แมลงอย่างเจ้า เกิดมามีกรรม น่าเกียจ เป็นแมลงจะต้องมีขา แล้วต้องเดินได้ปีนต้นไม้ได้ เหมือนอย่างข้านี่สิ ถึงจะเรียกว่าแมลง ไม่เสียชาติ เกิด...ช่างเป็นเรื่องที่น่าอายเสียเหลือเกินถ้าจะให้ข้านับเจ้าว่าเป็นพวกพ้อง แมลงเผ่าพันธุ์เดียวกันกับข้า ฮึ...เสียความรู้สึกเป็นที่สุด " เจ้ามดพูดว่าและดูถูกตัวดักแด้ตัวนั้นให้เสียใจเป็น อย่างมาก...แล้วมันก็เดินหนีหายจากไป จากที่ตรงนั้นทันที...

เมื่อเวลาได้ผ่านไปของวันหนึ่ง หลังจากที่ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พื้นดินทั่วทั้งป่าก็บรรดาลให้เกิดเป็นโคลน เป็นตมไปทั่วทุกที่ทุกทาง ในขณะที่เจ้ามดตัวเดิมกำลังเดินลุยโคลนอยู่ด้วยความยากลำบากมัน กว่าจะก้าวขาออกไปแต่ละก้าวนั้นแสนยาก เพราะโคลนเหลว ๆที่เกาะอยู่ตามแข้งตามขาของมันคอยยึดลำตัวเอาไว้ จนติดเหนียวแน่นเดินได้ลำบากและน่ารำคาญ มันได้บ่นขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า" โอ้ย...โคลน เหลว ๆทั้งนั้นเลย เดินได้ลำบากเสียจริง ๆ " มันคิดว่าวันนี้ตัวของมันช่างโชคร้าย เพราะด้วยมันนั้นไม่มีปีก จึงบินหนีไม่ได้นั่นเอง... แล้วในขณะนั้นอยู่ ๆก็มีเสียง ๆหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านบนเหนือหัวของมันว่า " แมลงที่มีขา อย่างเดียวไม่มีปีกบินไป ไหนมาไหนหนีภัยไม่ได้อย่างเจ้า ก็จำเป็นจะต้องได้รับกรรมจำต้องเดินด้วย ความลำบากในที่ ๆทีเป็น โคลนเป็นตมอยู่อย่างนั้น ช่างน่าอายเสียเหลือเกิน...เกิดมาเป็น แมลงมีแต่ขาอย่างเดียวอย่างเจ้านี่ เสียชื่อเผ่าพันธุ์นะ เจ้ามดเอ๋ย..ช่างน่าอายเสียเหลือเกินถ้าจะให้ข้านับเจ้า ว่าเป็นแมลงเผ่าพันธุ์พวกพ้องเดียวกันกับ ข้า...ช่างน่าอายและน่าขำเสียจริง ๆ..ฮิฮิๆๆ"

เจ้ามดเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงที่มันได้ยินทันที..แล้วมันก็ได้เห็นว่ามีผีเสื้อที่สวยงามมาก ตัวหนึ่งกำลังกะพือปีกที่กว้างใหญ่และสวยงามเหมือนโอ้อวดเยาะเย้ย.. มันพูดว่า " อันนั้น มัน เป็นเรื่องของข้า ก็ข้าเกิดมาไม่มีปีกเหมือนเจ้านี่ก็จำเป็นที่จะต้องมาเดินลุยโคลนลุยตมอยู่อย่างนี้ แล้วทำไม เจ้าจึงมาว่าดูถูกข้าให้เสียใจและจนเสียหายไปหมดอย่างนั้นด้วยเล่า?? " ผีเสื้อตัวงามจึงตอบออกมาแบบเหยียดหยามว่า " เจ้ามดจอมปากเสียเอ้ย.. ข้าคือตัวดักแด้ตัวที่แกเคยพูดดูถูกเหยียดหยามเอาไว้ในครั้งหนึ่งให้ต้องได้เสียใจและช้ำใจ...เจ้าพอจะนึกออกไหม?ล่ะ ตอนนี้ข้าได้ลอกคราบออกมาแล้วเป็นผีเสื้อมีปีกที่สวยงามและสามารถที่จะบินไปในที่ๆไกลๆได้อย่างสะดวก สบายและอิสระ...น่าสงสารเจ้านะเกิดมาไม่มีปีก มีแต่ขาก็กรรมมากพออยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเดิน ได้อย่างอิสระเสียอีกอย่างที่ข้าได้เห็นนี่น่ะ " ว่าทิ้งท้ายแล้ว ผีเสื้อก็กระพือปีกพร้อมทั้งหัวเราะและบินจากไปในที่สุด...


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
 
       อย่าดูถูกสิ่งที่ตนเห็นว่าต่ำต้อยกว่า..เพราะไม่แน่หรอกนะว่าในอนาคตข้าง หน้าสิ่งนั้นอาจจะกลับมาหัวเราะเยาะให้ต้องเสียใจก็อาจเป็นไปได้...

แหล่งที่มา  http://sukumal.brinkster.net