Monday, December 3, 2018

หนูและกบเจ้าเลห์




โดย : คุณครูเบญจมาศ อยู่เชื้อ
โรงเรียนศรีนคร อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย

          วันหนึ่งหนูที่อาศัยอยู่ในชนบทตัวหนึ่ง คิดอยากจะเข้าไปเที่ยวในเมือง มันจึงจัดเตรียมข้าวของแล้วเริ่มต้นออกเดินทางเข้าเมือง ระหว่างทางอากาศค่อย ๆ ร้อนขึ้น ทำให้เจ้าหนูรู้สึกอ่อนเพลียและกระหายน้ำ มันจึงแวะหยุดพักที่ริมบึงใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อหาน้ำดื่มให้ร่างกาายสดชื่นขึ้นและหาผลไม้กินให้อิ่มท้อง 

          ใกล้ ๆ บึงใหญ่แห่งนั้น เป็นที่อาศัยของกบตัวหนึ่ง เมื่อหนูเห็นกบ มันจึงเดินรี่เข้าไปหาแล้วขู่บังคับให้กบพามันข้ามไปยังอีกฟากหนึ่ง แต่กบปฏิเสธ เจ้าหนูจึงใช้กำลังเข้าทำร้ายกบ จนกบต้องยอมแพ้และตกลงที่จะพาหนูข้ามฟากไป เจ้าหนูกลัวกบจะปล่อยมันทิ้งไว้กลางทาง จึงเอาเชือกมาผูกขาของมันและขาของกบไว้ด้วยกัน เมื่อกบพาหนูไปถึงกลางบึง มันก็หยุดว่ายน้ำ เพื่อแกล้งให้หนูจมน้ำตาย หนูตะเกียกตะกายเพื่อไม่ให้ตัวเองจมน้ำ โดยมีเจ้ากบมองด้วยความสะใจ ขณะนั้นเองมีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินผ่านมาเห็นเข้า มันจึงตรงเข้าโฉบเอาสัตว์ทั้งสองไปกินเป็นอาหาร     


ขอขอบคุณข้อมูลจาก  
Thaigoodview.com 
https://baby.kapook.com/view26230.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/129267451778131774/

Friday, November 30, 2018

มีดเป็นสนิม




เช้าวันอาทิตย์ที่อากาศดีสดใส หนูเล็กออกไปจับผีเสื้อและแมลงปอในสวน เธอสนุกสนานและตื่นเต้นมาก เธอวิ่งไล่จับสัตว์สวยงามน่ารักด้วยความสบายใจ

ขณะนั้น มีผีเสื้อตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ดอกไม้ดอกหนึ่ง ดอกไม้มีกลิ่นหอมมาก หนูเล็กค่อยๆ ก้าวเท้าไปที่ดอกไม้ แล้วเหวี่ยงสวิงไปครอบผีเสื้อ

แต่ทันใดนั้น เธอลื่นล้มไปที่ต้นไม้ มือของเธอไปถูกมีดเก่าๆ เป็นสนิมเล่มหนึ่งที่อยู่บริเวณนั้น เธอดูที่มือเธอมีเลือดไหลแล้วร้องไห้พร้อมกับตะโกนว่า

ช่วยด้วย! หนูถูกมีดบาด

ป้าดวงใจได้ยินเสียง จึงเข้ามาดู ป้าทำแผลให้หนูเล็ก แล้วก็พาหนูเล็กไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยากันบาดทะยัก

หมายเหตุ  เจ้าของบล็อกขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เด็ก ๆ ควรเล่นด้วยความระมัดระวัง นะจ๊ะ

แหล่งที่มา  เอกสารส่งเสริมการอ่าน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5
โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/221380137904870214/


Thursday, November 22, 2018

หนูน้อยหมวกแดง



         กาลครั้งหนึ่ง ณ หมู่บ้านที่แสนอบอุ่น มีเด็กหญิงหน้าตาน่ารักนั่งเล่นดูคุณแม่ทำอาหารอยู่ในครัว เพื่อนบ้านทุกคนต่างพากันเรียกเธอว่า "หนูน้อยหมวกแดงตามสีของหมวกที่เธอใส่เป็นประจำ และวันนี้เธอก็ได้รับคำสั่งจากคุณแม่ ให้นำอาหารและขนมไปเยี่ยมคุณยาย ผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านข้าง ๆ


         "เอาตะกร้านี้ไปส่งให้ถึงมือคุณยายนะจ๊ะ แล้วก็รีบไปรีบกลับ อย่าไปเที่ยวเล่น เถลไถลที่ไหนไกล อย่าพูดคุยกับคนแปลกหน้าด้วยล่ะ เข้าใจไหม ?" คุณแม่คนสวยกำชับด้วยความเป็นห่วง ลูกสาวตัวน้อยเองก็ตอบรับสัญญา แล้วออกจากบ้านไปอย่างร่าเริง

          ระหว่างทางไปบ้านคุณยาย บังเอิญมีหมาป่าเจ้าเล่ห์เดินมาพบกับหนูน้อยหมวกแดง จึงเข้าไปทักทายหวังจับเด็กหญิงทำเป็นอาหารมื้อเย็น "สวัสดีจ้ะสาวน้อย มาทำอะไรในป่าตรงนี้คนเดียวเหรอจ๊ะ ?"

          "หนูกำลังไปเยี่ยมคุณยายที่หมู่บ้านใกล้ ๆ นี้เองค่ะหนูน้อยหมวกแดงตอบอย่างเป็นมิตร แต่กลับทำให้เจ้าหมาป่าคิดอุบายหลอกล่อ หวังจับคุณยายของเธอมาเป็นเหยื่อด้วยอีกคน

          "แต่ว่าสาวน้อย.. เอาตะกร้าเล็ก ๆ ไปแค่นี้ คุณยายเสียใจแย่เลย ฉันว่าเราไปเก็บดอกไม้สวย ๆ มาเป็นของขวัญเพิ่มกันเถอะหมาป่าชักชวนให้หนูน้อยหมวกแดงออกนอกเส้นทาง มันจะได้รีบตรงไปจับคุณยายกินก่อน แล้วดักรอหนูน้อยหมวกแดงที่บ้านนั้นเลย

           โชคไม่ดีที่หนูน้อยหมวกแดงหลงเชื่อคำชวน แล้วหันไปเก็บดอกไม้ และเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินจนลืมทั้งเวลา ทั้งคำตักเตือนของคุณแม่ไปหมดสิ้น กระทั่งเจ้าหมาป่าเดินทางไปถึงหมู่บ้านข้าง ๆ แล้วจับตัวคุณยายซ่อนเอาไว้ในตู้ ก่อนนำเสื้อผ้ามาใส่ เพื่อปลอมตัวเป็นคุณยายนอนป่วยอยู่บนเตียง รอให้หนูน้อยหมวกแดงมาถึงแล้วจับกินทั้งยายทั้งหลานพร้อมกันทีเดียว 

            เมื่อหนูน้อยหมวกแดงรู้ตัวว่าทำผิดคำสั่งคุณแม่ ก็รีบวิ่งไปหาคุณยายที่บ้านทันที แต่กลับพบเข้าว่าคุณยายของเธอนั้น มีท่าทางและหน้าตาแปลกประหลาดไปจากเดิม 

"คุณยายคะ ทำไมคุณยายต้องนอนคลุมโปงด้วยล่ะคะ ?" หนูน้อยถามด้วยความสงสัย

"ยายเป็นไข้ไม่สบาย ยายเลยหนาวจ้ะหลานหมาป่าดัดเสียงตอบ

"คุณยายคะ ทำไมเสียงของคุณยายแปลกจังเลยคะ ?" หนูน้อยถามอีกครั้ง

          "ยายเจ็บคอ ไอหนักมาก เสียงเลยเพี้ยนไปหน่อยจ้ะหลานหมาป่าตอบพร้อมแกล้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ทำให้หนูน้อยหมวกแดงสังเกตเห็นเขี้ยวแหลมในปาก

          "คุณยายคะ ทำไมคุณยายถึงมีเขี้ยวยาวขนาดนั้นล่ะคะ ?" หนูน้อยหมวกแดงถาม แล้วค่อย ๆ เดินถอยออกมา เพราะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย
"ก็เพราะยายมีเขี้ยวไว้จับหลานกินไงล่ะ เจ้าหนูน้อย !!คราวนี้หมาป่าไม่แสร้งทำตัวใจดีอีกต่อไป พร้อมกระโจนมาตะครุบตัวหนูน้อยหมวกแดงอย่างเกรี้ยวกราด แต่โชคดีที่เสียงกรี๊ดของหนูน้อย ดังไปถึงนายพรานหนุ่มสองคนที่ผ่านมาพอดี 

          ปัง ปัง ปัง !!! เสียงปืนดังขึ้นสามนัด พร้อมกับร่างของหมาป่าดิ้นรนอย่างเจ็บปวด นายพรานหนุ่ม บุกเข้ามาช่วยชีวิตหนูน้อยหมวกแดง และพาคุณยายออกจากตู้เสื้อผ้าได้อย่างปลอดภัย หนูน้อยหมวกแดงสารภาพความผิด และขอโทษคุณยายที่ตัวเองเถลไถลจนได้รับอันตรายกันทั้งคู่

           "ยายไม่โกรธอะไรหรอกจ้ะ แค่หนูไม่เป็นอะไรก็พอแล้ว แต่ต้องสัญญากับยายก่อนนะว่า จะไม่เชื่อฟังคนแปลกหน้า ไม่เล่นซนจนลืมเวลาแบบคราวนี้อีกหนูน้อยหมวกแดงพยักหน้ารับคำ พอคุณยายเห็นดังนั้นก็ยิ้มรับ แล้วเลี้ยงอาหารมื้ออร่อยให้นายพรานแทนคำขอบคุณ ก่อนทั้งสองจะพาหนูน้อยหมวกแดง กลับสู่อ้อมกอดของคุณแม่ที่บ้านโดยสวัสดิภาพ.. 


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : 

          เด็ก ๆ ควรมีวินัยในตนเอง และเชื่อฟังคำสั่งสอน รวมถึงคำแนะนำของคุณพ่อคุณแม่ ถ้าได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกแล้ว ก็ไม่ควรเถลไถลไปไหนไกลจนมืดค่ำ และควรกลับบ้านให้ตรงเวลาที่กำหนด ที่สำคัญต้องพยายามหลีกเลี่ยง ไม่พูดคุย หรือรับของจากคนแปลกหน้าโดยเด็ดขาด เพราะพวกเขาอาจเป็นคนไม่ดีที่หวังขโมยทรัพย์สินเงินทอง หรือทำร้ายร่างกายแล้วเป็นอันตรายต่อชีวิต เหมือนกับหมาป่าจอมเจ้าเล่ห์ ผู้คิดวางแผนกินหนูน้อยหมวกแดงเป็นอาหาร แต่ถ้าเผลอทำตัวผิดไป ก็ต้องรู้จักขอโทษขอโพย เอาความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน แล้วอย่ากลับไปทำผิดซ้ำสองอีกนะคะ



https://baby.kapook.com/view200903.html#cxrecs_s
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/teasocool/chapeuzinho-vermelho-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87/


Monday, November 19, 2018

กบกินเดือน (ตำนานเรื่องจันทรคราส)




นานมาแล้ว มีครอบครัวหนึ่ง มีฐานะมั่งคั่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกเมือง มีลูกสาว 2 คน วันหนึ่งพ่อแม่อยากจะทดสอบฝีมือทำอาหารของลูกสาวทั้งสองว่าใครจะมีฝีมือทำอาหารอร่อยกว่ากัน สองสาวพี่น้องได้เข้าครัวทำอาหารพร้อมกัน เกิดทะเลาะวิวาทกันขึ้น พี่สาวใช้ทัพพีกรีดหน้าน้องสาวเป็นแผลยาว น้องสาวไม่ยอมแพ้ ใช้ไม้ตีพริกฟาดหน้าพี่สาว ทั้งคู่ทะเลาะตบตีกันจนเสียชีวิตด้วยกันทั้งคู่

ฝ่ายยมบาลนำวิญญาณสองสาวไปสอบสวน และตัดสินใจให้ตกนรกทั้งคู่ เมื่อพ้นโทษในเมืองนรก ยมบาลให้พี่สาวไปเกิดเป็นเดือนลอยอยู่บนฟ้า น้องสาวเกิดเป็นกบ แต่พี่น้องยังมีความอาฆาตกันอยู่ เมื่อใดกบได้พบเดือน กบก็จะกินเดือนทุกครั้ง ทำให้เกิดจันทรคราสหรือจันทรุปราคาแต่นั้นมา....

จาก นิทานพื้นบ้านของ โชติ ศรีสุวรรณ
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/172403491955743389/

Wednesday, March 15, 2017

สาวน้อยแสนสวยกับนางฟ้าตัวน้อย




กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่หมู่บ้านหนึ่ง ตั้งอยู่ในดินแดนอันแสนไกล หมู่บ้านแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่และหอมอบอวนไปด้วยดอกไม้นานาชนิดที่แสนสวยงาม 

ณ หมู่บ้านแห่งนี้ มีสาวน้อยแสนสวยคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่น้องของเธอ ในทุกๆ เช้า เธอมักจะชอบเดินด้วยเท้าเปล่าออกจากบ้านเพื่อไปสูดอากาศยามเช้ากับธรรมชาติอันแสนงดงามในป่าใหญ่

อยู่มาวันหนึ่ง เธอออกเดินจากบ้านไปในเวลาเช้าเหมือนทุกๆ วัน แต่เช้านี้ ในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่บนถนนใกล้จะถึงป่านั้น เธอก็สังเกตเห็นว่ามีอะไรบางอย่างตกอยู่ข้างๆ ถนน เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ๆ จึงได้รู้ว่า มันคือต้นไม้ที่แสนสวยงาม เธอคิดว่าคงจะมีใครสักคนทำตกไว้ เพราะเป็นถนนที่มีผู้คนสัญจรเดินทางผ่านไปผ่านมามากมายเพื่อไปยังเมืองต่างๆ 

เธอรู้สึกเศร้าใจมากมายที่ได้เห็นต้นไม้ที่แสนสวยงามนี้ต้องมาตกอยู่บนถนนเช่นนี้และน่าเสียดายที่จะต้องเหี่ยวเฉาไปในที่สุด ด้วยความที่เธอเป็นคนที่รักธรรมชาติอย่างมากมาย เธอจึงก้มลงเก็บต้นไม้ต้นนั้นและนำมันไปยังลำธารแห่งหนึ่งในป่าแห่งนั้น โดยที่หวังว่าน้ำเย็นๆ จะช่วยทำให้ต้นไม้นั้นสดชื่นขึ้น 

แต่แล้วเธอก็ต้องรู้สึกประหลาดใจอย่างมากเมื่อได้เห็นต้นไม้นั้นขยับได้ และมีมือเล็กๆ ยื่นออกมาจากต้นไม้นั้น สิ่งมีชีวิตตัวน้อยยิ้มหวานให้กับเธอและกล่าวขอบคุณเธอ สาวน้อยแสนสวยรู้สึกตกใจมากที่เห็นสิ่งนี้ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต และต้องประหลาดใจมากขึ้นอีกเมื่อเห็นเจ้าสิ่งนี้หยิบอะไรบางอย่างจากหัวและนั้นคือแหวนที่แสนสวย 

ฉันอยากจะให้รางวัลเธอที่รักธรรมชาติด้วยการให้แหวนวงนี้แก่เธอ ใส่มันไว้ตลอดเวลานะ แล้วเธอและคนที่อยู่รอบๆ ตัวเธอจะพบเจอแต่ความสุข

กล่าวเสร็จ สิ่งมีชีวิตตัวน้อยก็เดินเข้ามาใกล้เธอและสวมแหวนให้กับเธอ ทันทีที่สาวน้อยแสนสวยได้สวมแหวน เธอก็หลับตาเคลิบเคลิ้มและเต็มไปด้วยความสุขอย่างที่เธอไม่เคยมีมาก่อน แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นเพื่อจะกล่าวขอบคุณ เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยก็ได้หายไปซะแล้ว  เธอเดินกลับบ้านไปด้วยความสุขอย่างมากมาย

เมื่อเธอมาถึงประตูหน้าบ้านนั้น  เธอก็ได้ยินเสียงแม่และน้องชายของเธอกำลังทะเลาะกันอยู่ภายในบ้าน เธอจึงรีบเดินเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อทั้งสองคนนั้นเห็นหน้าสาวน้อยแสนสวยก็หยุดทะเลาะโดยทันที และสัมผัสได้ถึงความสุขที่มาพร้อมกับสาวน้อยแสนสวย

และนับจากนั้นมา ดูเหมือนว่า สาวน้อยแสนสวยได้นำความสุขมาให้กับทุกคนที่อยู่ใกล้ๆ ตัวเธอ และนี่คงเป็นมนต์ที่วิเศษสุดที่ได้จากนางฟ้าตัวน้อยนั่นเอง  

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  การกระทำแต่ความดีนั้น มักจะได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ กลับมาเสมอ

เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/explore/fairies-photos/

Monday, October 10, 2016

เจ้าชายรูปงามกับเหยี่ยวคู่กาย

   
กาลครั้งหนึ่ง มีเจ้าชายรูปงามองค์หนึ่ง โปรดปรานกับการล่าสัตว์ในป่าเป็นอย่างมาก เวลาที่พระองค์ออกไปที่แห่งใดก็ตาม จะมีเหยี่ยวคู่กายเกาะอยู่ข้างๆ พระองค์เสมอ เหยี่ยวคู่กายตัวนี้ ได้รับการฝึกให้ล่าสัตว์ได้เป็นอย่างดีและคงรักในการล่าสัตว์เหมือนเจ้าชายรูปงามนั่นเอง

อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าชายรูปงามเสด็จออกไปล่าสัตว์ในป่าแต่เช้ามืดพร้อมด้วยทหารองครักษ์นับสิบ และแน่นอนว่า ต้องมีเหยี่ยวคู่กายของเจ้าชายเกาะอยู่ที่แขนในขณะที่พระองค์ขี่ม้าในป่าลึก  แต่ในวันนั้นทั้งวัน เจ้าชายไม่สามารถล่าสัตว์ได้เลยสักตัวเดียว ดังนั้น เจ้าชายจึงตัดสินใจออกเดินทางกลับวัง 

แต่เนื่องจากอากาศในวันนั้นร้อนอบอ้าวจริงๆ  ทำให้เจ้าชายรูปงามรู้สึกกระหายน้ำเป็นอย่างมาก  ในตอนนั้นเอง เหยี่ยวคู่กายของพระองค์ผละจากแขนของเจ้าชายและบินออกไป ซึ่งคงไม่ต้องห่วงอะไรเพราะเจ้าเหยี่ยวคงรู้จักหนทางกลับวังเป็นอย่างดี

ส่วนเจ้าชายนั้น ก็ขี่ม้ากลับวังอย่างช้าๆ  วันนั้นอากาศร้อนมากทำให้น้ำในแม่น้ำทุกที่เหือดแห้งไปหมด  จนในที่สุด เจ้าชายก็มาพบสายน้ำเล็กๆ ที่ไหลลงมาตามก้อนหินแห่งหนึ่ง ด้วยความดีใจเป็นอย่างมาก เจ้าชายจึงรีบหยิบแก้วในย่ามของพระองค์ออกมารองหยดน้ำที่ค่อยๆ ไหลเอื่อยๆ ลงมานั้น

กว่าน้ำจะเต็มแก้ว ก็ใช้เวลาอยู่นานโข เจ้าชายซึ่งกระหายน้ำเป็นอย่างมาก เกือบจะทนรอให้น้ำเต็มแก้วแทบไม่ไหว  และแล้วในที่สุด น้ำก็ใกล้จะเต็มแก้วแล้ว  เจ้าชายก็หยิบแก้วขึ้นมาเพื่อจะดื่ม  แต่แล้วจู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างมาดันแก้วของเจ้าชายให้ตกลงบนพื้นไป เจ้าชายรู้สึกตกใจและอยากรู้ว่าใครช่างกล้านัก  เมื่อเจ้าชายรูปงามเหลือบตาขึ้นไปก็พบว่าเจ้าเหยี่ยวคู่กายของพระองค์เองที่ทำแบบนี้  เจ้าเหยี่ยวบินวนไปวนมาอยู่เหนือหัวเจ้าชายสักพักหนึ่ง แล้วก็ลงมาเกาะที่ก้อนหินก้อนที่น้ำไหลลงมานั่นเอง

เจ้าชายเมื่อเห็นดังนั้น ก็ไม่รอช้า รีบหยิบแก้วขึ้นมาเพื่อจะได้ไปรองน้ำนั้นอีกครั้ง คราวนี้ เจ้าชายไม่รอให้น้ำเต็มแก้วเหมือนครั้งแรก  เมื่อน้ำถึงแค่ครึ่งแก้วเท่านั้น เจ้าชายก็รีบยกแก้วเพื่อจะดื่มอีกครั้ง  แต่เจ้าเหยี่ยวก็คงดันแก้วที่เจ้าชายถืออยู่ให้ตกพื้นเหมือนดังเดิม  คราวนี้ เจ้าชายเริ่มรู้สึกโมโหเจ้าเหยี่ยวขึ้นมานิดๆ  แต่เจ้าชายก็ยังคงพยายามที่จะรองน้ำจากก้อนหินก้อนนั้นและพยายามจะยกแก้วขึ้นดื่มเป็นครั้งที่สาม และเหมือนเช่นเคย เจ้าเหยี่ยวก็ดันแก้วน้ำให้ตกพื้นไปอีกครั้ง

ครั้งนี้ เจ้าชายรูปงามรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก

แก กล้าดียังไง ถึงมาขัดขวางไม่ให้ข้าดื่มน้ำนะ เจ้าเหยี่ยว

ถ้าข้าจับเจ้าได้นะ ข้าจะฆ่าเจ้าทันทีเลย

พูดเสร็จ เจ้าชายก็เริ่มรองน้ำใส่แก้วอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เจ้าชายชูดาบขึ้นมาด้วยแล้วพูดว่า

ครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับแกแล้วนะ เจ้าเหยี่ยว  เจ้าชายรูปงามพูดด้วยน้ำเสียงดุดันเมื่อเห็นเจ้าเหยี่ยวคู่กายกำลังบินตรงเข้ามาใกล้ๆ

ขณะที่ เจ้าชายรูปงามกำลังเงื้อมดาบจะฟันเจ้าเหยี่ยวนั้น พลันพระองค์ก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นว่า อย่าฟันเหยี่ยวพะย่ะค่ะ เจ้าชาย  

เจ้าชายรูปงามหยุดและมองไปที่ทหารองครักษ์คนหนึ่งที่กำลังวิ่งลงมาจากภูเขาที่เขาเพิ่งไปหาแหล่งน้ำมา และเป็นขณะเดียวกันกับที่ เจ้าเหยี่ยวคู่กายได้ดันแก้วน้ำของเจ้าชายตกลงพื้น

ทหารองครักษ์รายงานเจ้าชายด้วยน้ำเสียงกระหืบกระหอบว่า

น้ำที่พระองค์เห็นหยดมาจากก้อนหินนี้เป็นน้ำที่ไหลมาจากแหล่งน้ำที่อยู่บนยอดเขานั่น และแหล่งน้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยเมล็ดพืชที่เป็นพิษซึ่งส่งกลิ่นเหม็นอบอวล เจ้าเหยี่ยวซึ่งได้กลิ่นนั้นจึงพยายามขัดขวางเจ้าชายไม่ให้ดื่มน้ำที่มีพิษนั้น ซึ่งถ้าหากเจ้าชายดื่มเข้าไปอาจจะทำให้เจ้าชายถึงตายได้พะย่ะค่ะ

เมื่อได้ฟังดังนั้น เจ้าชายรูปงามก็รู้สึกละอายใจเป็นอย่างมากที่แสดงความรู้สึกโกรธเกรี้ยวเจ้าเหยี่ยวคู่กายไปอย่างนั้น  และถ้าหากทหารองครักษ์ไม่มาห้ามไว้ทัน เจ้าชายคงฟันเจ้าเหยี่ยวตายไปแล้ว

เจ้าชายรูปงามลูบหัวเจ้าเหยี่ยวคู่กายและพูดขึ้นว่า

ไง เจ้าเหยี่ยวคู่กายของฉัน เจ้าพยายามจะช่วยชีวิตฉันโดยไม่กลัวว่าฉันกำลังจะฟันเจ้าให้ตายเลยนะ ฉันเองไม่ได้ฉุกคิดสักนิดเลยว่าที่เจ้าทำไปนั้น ทำไปเพราะอะไร

นั่นสิ จริงทีเดียว เวลาที่คนเราโกรธ มักจะไม่มีสติยั้งคิดอะไรเลย

ฉันได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตที่ยิ่งใหญ่จากเจ้าก็วันนี้นี่เองว่า ..... อย่าทำอะไรด้วยความโกรธ สินะ”


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/525373112756367090/

Wednesday, October 5, 2016

หนูนิดกับหนูหน่อย




ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ 2 คน ชื่อหนูนิดกับหนูหน่อย เป็นเพื่อนรักกันมาก เด็กทั้งสองมักจะเล่นด้วยกันเสมอ วันหนึ่ง ขณะที่ฝนเพิ่งหยุดตก เด็กสองคนก็ชวนกันออกไปเล่นที่สนามเด็กเล่นใกล้ๆ บ้าน 

ที่สนามเด็กเล่นขณะนั้นมีน้ำเจิ่งนองและเต็มไปด้วยโคลน  แต่เด็กทั้งสองก็ตรงรี่เข้าไปเล่นกระดานไม้กันสองคนด้วยความสนุก พอเล่นไปได้สักพัก หนูหน่อยก็ลุกจากกระดานไม้โดยไม่ทันให้หนูนิดตั้งตัว จึงทำให้หนูนิดเซล้มลงไปบนพื้น ทำให้ชุดของหนูนิดเลอะไปด้วยโคลนทั้งชุด

ขอโทษนะ หนูหน่อยกล่าว

แล้วเด็กทั้งสองก็เดินจูงมือกันกลับบ้านเพื่อจะไปล้างชุดที่เปื้อนโคลนนั้น 

แต่ยังไม่ทันได้ล้าง แม่ของหนูนิดเดินเข้ามาเห็นเข้า จึงถามหนูนิดว่า

ชุดลูกทำไมถึงเลอะโคลนแบบนี้ล่ะ?”

ด้วยความกลัวแม่จะตี หนูนิดจึงตอบไปว่า หนูไม่ได้เป็นคนทำนะคะ หนูหน่อยเป็นคนทำให้หนูล้มลงค่ะ

แม่ของหนูนิดก็ตรงไปกระชากเสื้อหนูหน่อยและเขย่าตัวหนูหน่อยด้วยความโมโห  หนูหน่อยร้องเสียงดังด้วยความเจ็บ  แม่หนูหน่อยได้ยินลูกตัวเองร้องเสียงดังลั่น จึงรีบวิ่งออกมาจากบ้าน และเอ่ยถามหนูหน่อยว่า

มีอะไรกันเหรอ ลูกร้องไห้ทำไม?

แม่หนูนิดทำให้หนูเจ็บค่ะ หนูหน่อยตอบ

แม่ของหนูหน่อยได้ยินดังนั้น ก็เข้าไปต่อว่าแม่ของหนูนิดในทันที จึงทำให้เกิดการโต้เถียง ทะเลาะกันใหญ่โต จนคนเกือบทั้งหมู่บ้านเข้ามามุงดูคนทั้งสองทะเลาะกัน 

ถึงแม้ผู้ใหญ่บ้านจะพยายามห้ามปรามเท่าไหร่  คนทั้งสองก็ไม่ยอมหยุดทะเลาะกัน

ในขณะเดียวกัน  หนูนิดและหนูหน่อยก็จูงมือกันวิ่งหลบไปจากผู้คนที่กำลังมุงดูอยู่และไปเล่นที่กระดานไม้เหมือนเดิม เด็กทั้งสองเล่นกันด้วยความสนุกสนาน
 
ผู้ใหญ่บ้านเมื่อได้เห็นดังนั้น จึงชี้ให้แม่ของหนูนิดและแม่ของหนูหน่อยดูและพูดขึ้นว่า

ดูเด็กสองคนนั่นสิ ก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม แต่ดูแม่ๆ สิ ทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตายเลยนะ

เมื่อแม่ของหนูนิดและแม่ของหนูหน่อยได้ยินดังนั้น ก็หยุดทะเลาะในทันที และมองไปที่เด็กทั้งสองซึ่งกำลังเล่นกันด้วยเสียงหัวเราะที่มีแต่ความสุข  แม่ของเด็กทั้งสองก็รู้สึกละอายแก่ใจเป็นอย่างยิ่ง

ในวันนั้น  แม่ของเด็กทั้งสองได้เรียนรู้แล้วว่า การทะเลาะกันเป็นเรื่องที่โง่เขลาจริงๆ และสุดท้ายแล้วไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/476748310524425078/