Saturday, September 14, 2024

กระต่ายตื่นตูม



กาลครั้งหนึ่ง มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งกำลังนอนหลับฝันหวานสบายๆ อยู่ใต้ต้นตาลในป่าใหญ่ ในขณะที่เจ้ากระต่ายน้อยนอนหลับเพลินๆ อยู่นั้น ได้เกิดลมพายุใหญ่ขึ้น ซึ่งได้ทำให้ลูกตาลบนต้นหล่นตูมลงมาบนใบตาลที่กองสุมอยู่บนพื้นดินเสียงดังสนั่น ลูกตาลเกือบทับเจ้ากระต่ายน้อย ทำให้เจ้ากระต่ายน้อยตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ไม่ทันได้ตริตรอง คิดว่าฟ้าถล่ม จึงลุกขึ้นวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวความตาย


บรรดาสัตว์ต่างๆ ในป่า เช่น เสือ ช้าง กวาง  เห็นเจ้ากระต่ายน้อยวิ่งมา จึงถามเจ้ากระต่ายน้อยไปว่า


"ท่านวิ่งหนีอะไรมา"

เจ้ากระต่ายน้อย วิ่งพลาง บอกพลางว่า "ฟ้าถล่ม"


สัตว์เหล่านั้นได้ฟังเจ้ากระต่ายน้อย ไม่ทันได้ตริตรอง คิดว่าฟ้าถล่มจริงๆ ก็พากันวิ่งตามเจ้ากระต่ายน้อยไป บ้างก็หกล้ม ขาหัก แข้งหัก ชนต้นไม้ ตกเหวตายบ้างก็มี ส่วนสัตว์ที่เหลืออยู่ก็พากันวิ่งหนีต่อไปอีก



จนมาพบราชสีห์ตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นสัตว์เจ้าปัญญา เห็นสัตว์ต่างๆ วิ่งมาไม่หยุดหย่อน จึงร้องถามไปว่า...


“เหตุใดพวกท่านจึงพากันวิ่งจนชนกันล้มตายขนาดนี้”


สัตว์เหล่านั้นกลัวอำนาจราชสีห์ก็ต้องหยุด และเล่าความที่เจ้ากระต่ายน้อยแจ้งแก่พวกสัตว์เหล่านั้นให้ราชสีห์ฟัง ราชสีห์นั้นก็เข้าใจทันทีว่า สัตว์เหล่านั้นคงจะตื่นอะไรมาสักอย่างหนึ่ง จึงถามต่อไปว่า 


“ฟ้าถล่มที่ตรงไหน จงพาเราไปดูสักที”


ถึงแม้ว่า สัตว์เหล่านั้นกลัวตายจนตัวสั่น แต่ก็ไม่กล้าขัดอำนาจของราชสีห์ จึงต้องพาราชสีห์ไป เมื่อไปถึงใต้ต้นตาลที่เจ้ากระต่ายน้อยนอน ราชสีห์ก็พิเคราะห์ดู เห็นลูกตาลหล่นอยู่ที่โคนต้น ก็เข้าใจว่า ผลตาลนั้นหล่นลงมา แล้วเจ้ากระต่ายน้อยก็คิดว่าฟ้าถล่ม เลยตกใจวิ่งหนีไป บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีปัญญาตริตรอง ก็พากันหลงเชื่อเจ้ากระต่ายน้อยวิ่งเตลิดไปจนชนกัน แข้ง ขา คอ หัก ตกเหวตาย 


บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่พากันได้รับทุกขเวทนาในครั้งนี้ ก็เพราะเป็นผู้ขลาดเขลาปัญญา หาตริตรองมิได้ 


คติจากนิทานเรื่องนี้ :  เตือนใจให้คนเรารู้จักใช้สติปัญญาไตร่ตรอง ไม่ให้ตื่นตกใจต่อเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง และเชื่อคนง่าย โดยไม่คิดใคร่ครวญถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องนั้นๆ ให้ชัดเจนและรอบคอบก่อน



 

Tuesday, July 30, 2024

ลิงน้อยแสนซนกับรังมดแดง



ในป่าแห่งหนึ่ง มีลิงตัวน้อยที่แสนซนตัวหนึ่ง ชอบปีนป่ายต้นไม้เล่นไปเรื่อยๆ อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าลิงน้อยแสนซนตัวนี้ ปีนขี้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งมีรังมดแดงรังใหญ่อยู่บนกิ่งไม้


ด้วยความแสนซน เจ้าลิงน้อยก็กระโดดเข้าไปดึงรังมดแดงเล่น 


เมื่อมดแดงเห็นเช่นนั้น จึงบอกกับเจ้าลิงน้อยแสนซนว่า 


“อย่าดึงรังของเรา”


แต่เจ้าลิงน้อยแสนซน ไม่เชื่อฟัง แถมยังคงดึงรังมดแดงเล่นต่อไป


มดแดงกับพวกพ้องจึงพากันออกจากรังมารุมกัดเจ้าลิงน้อยแสนซน 


เจ้าลิงน้อยแสนซนรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก จึงรีบหนีไป


และทำให้มันตั้งใจว่าจะไม่ดึงรังมดแดงเล่นอีกเลยนับจากนี้ไป


cr. pic.

https://www.pinterest.com/pin/429671620703452000/


Tuesday, May 26, 2020

บทเรียนของคนขี้เกียจ




กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปจากตัวเมือง เขาเป็นคนขยันขันแข็ง อดทน อดออม จึงทำให้เขาสามารถเก็บสะสมเงินออมเอาไว้ได้มากมาย และกลายเป็นเศรษฐีในที่สุด

เศรษฐีคนนี้ มีลูกชายอยู่คนหนึ่ง แต่ลูกชายของเขานั้นเป็นคนขี้เกียจ ไม่ยอมออกไปทำงานหาเงิน ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เพราะเห็นว่าพ่อของเขาเป็นเศรษฐี มีเงินทองมากมายอยู่แล้ว 

เมื่อเป็นดังนั้น เศรษฐีคนนี้เลยตัดสินใจว่า จะต้องสั่งสอนบทเรียนให้ลูกชายของเขาสักหน่อย 

แล้วเวลาก็ได้ผ่านพ้นไป จนถึงตอนจะสิ้นอายุขัยของเศรษฐี เศรษฐีได้เรียกลูกชายคนเดียวของเขาเข้ามาสั่งเสียว่า 

“ลูกเอ๋ย มรดกอันล้ำค่า บัดนี้ ถูกฝังอยู่ในสวนหลังบ้านของพ่อ ถ้าเจ้าอยากได้ ก็จงขุดเอาไปเถิด”

หลังจากจัดการเผาศพพ่อเรียบร้อยแล้ว ลูกชายของเศรษฐีก็นำจอบเสียมและไถเที่ยวขุดค้นไปทั่วทั้งสวนหลังบ้านด้วยความตั้งอกตั้งใจ ไม่ย่อท้อ วนเวียนขุดค้นอยู่หลายตลบ หวังว่าจะได้เงินของพ่อ แล้วใช้ชีวิตอยู่ไปอย่างสบาย ไม่ต้องทำงานหาเงินเอง 

แต่ไม่ว่าลูกของเศรษฐีจะขุดค้นสวนนี้ไปนานแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถหามรดกที่พ่อสั่งไว้ นานจนตกเย็น มีคนรับใช้ของเศรษฐีนำกล่องจดหมายของเศรษฐีมาให้ลูกชายดู พอเขาเปิดดูจดหมาย เขาก็ได้ทราบว่า พ่อของเขานั้นได้นำเงินทั้งหมดไปบริจาคให้ชาวบ้านหมดแล้ว ส่งผลให้ลูกชายเของเศรษฐีนั้นรู้สึกตัวว่า สิ่งที่ตัวเองทำไปนั้นสูญเปล่า 

ตั้งแต่นั้นมา ลูกชายของเศรษฐีก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพตัวเขาเอง


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 

ผู้ที่ไม่มีความขยัน อดทน และมีความโลภมาก ไม่มีวันเจริญ

เครดิตภาพ

Friday, November 29, 2019

มดกับตั๊กแตน



          นิทานอีสป มดกับตั๊กแตน นิทานสอนใจที่จะช่วยสอนให้เด็ก ๆ รู้จักการแบ่งเวลาให้เป็น

          วิธีสอนลูกรักให้รู้จักกับการแบ่งเวลาเล่นและเวลาเรียนออกจากกันอย่างเหมาะสม นับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้คุณแม่หลายคนรู้สึกปวดหัวอยู่ไม่น้อย เพราะด้วยวัยที่ยังเด็กมาก หากสอนเขาไปแบบตรง ๆ คงไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรนัก แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้วิธีใหม่อย่างการเล่านิทานพร้อมแง่คิดคงช่วยสอนเด็ก ๆ ได้ดีทีเดียว อย่าง นิทานอีสป  มดกับตั๊กแตน ซึ่งให้ข้อคิดเรื่องการแบ่งเวลาแถมมีเนื้อหาสนุกสนานฟังได้แบบเพลิดเพลิน คุณแม่คนไหนอยากสอนลูก ๆ ในเรื่องการแบ่งเวลาผ่านนิทานบ้างก็ตามมาอ่าน นิทานอีสป มดกับตั๊กแตน ได้เลย 

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บริเวณทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ มีครอบครัวมดฝูงเล็กอาศัยอยู่รวมกันใต้โพรงดินขนาดกำลังพอเหมาะ ซึ่งข้าง ๆ โพรงดินนั้นคือขอนไม้เก่าที่ตั๊กแตนเจ้าสำราญใช้พักอาศัยเช่นกัน

           ในช่วงฤดูร้อนที่ผลผลิตพืชพรรณงอกงามออกรวงมากมาย สมาชิกบ้านมดทั้งหลายต่างขยันขันแข็งเก็บเกี่ยวพืชเหล่านั้นมาตุนไว้สำหรับหน้าหนาว ส่วนเจ้าตั๊กแตนกลับเอาแต่เล่นดนตรีอย่างเพลิดเพลิน และแปลกใจว่าทำไมฝูงมดต้องขยันถึงเพียงนี้ เมื่อเห็นเช่นนั้นตั๊กแตนจึงแวะไปสอบถาม

          "ฝูงมดตัวน้อยเอ๋ย พวกเธอจะเร่งทำงานเก็บพืชพรรณไปทำไมกันมากมาย" ตั๊กแตนเอ่ย

          "ก็เก็บไว้กินตลอดฤดูหนาวน่ะสิ" เสียงของมดซึ่งเป็นหัวหน้าตอบกลับพลางเก็บเกี่ยวพืชพรรณไปด้วย

          "โห ! ฤดูหนาวเลยหรือ อีกนานเลยนะ เพราะนี่ก็เพิ่งจะเข้าหน้าร้อนเอง" เจ้าตั๊กแตนพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ

          "ก็เราเก็บเกี่ยวตอนนี้ ฤดูหนาวจะได้มีอาหารกินอย่างอุดมสมบูรณ์แถมได้พักผ่อนแบบเต็มที่ไงล่ะ" หัวหน้ามดอธิบาย

          "แต่เที่ยวเล่นพักผ่อนในฤดูร้อนก็สนุกไปอีกแบบนะ ทำไมจะต้องรอถึงหน้าหนาวด้วย" เสียงตั๊กแตนโต้กลับ "เอาเถอะ ฉันขอกลับบ้านไปเล่นดนตรี เต้นรำ ก่อนแล้วกันนะ"
 
          ตั๊กแตนเดินกลับไปอย่างสบายใจไม่เดือดร้อน ส่วนฝูงมดก็ทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน


          เวลาผ่านไปไม่นานนัก ลมหนาวเย็นยะเยือกก็มาเยือน เป็นสัญญาณเตือนว่าเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วนั่นเอง ในขณะเดียวกันผลไม้พืชพรรณที่เคยงอกเงยต่างโรยรา จะหาอาหารมากินแทบไม่มี แต่ถึงอย่างไรฝูงมดก็ไม่เดือดร้อน เพราะพวกมันเก็บตุนของกินไว้แล้วมากมาย

          "ดีนะเนี่ยที่เราเก็บอาหารเอาไว้เยอะแยะ คราวนี้จะได้กินแบบไม่ต้องกลัวอด" มดตัวเล็กเอ่ยขึ้นมา

          "ใช่ ๆ ต้องขอบคุณพวกเราจริง ๆ ที่ขยันขันแข็งอดทนทำงานทำให้เรามีกินในวันนี้" หัวหน้ามดประกาศขอบคุณท่ามกลางความยินดีของมดทุกตัว

          ก๊อก ก๊อก ก๊อก ! !... เสียงเคาะประตูหน้าโพรงมดดังขึ้น "สงสัยมีแขกมาเยี่ยมหรือเอาอาหารมาแลกเป็นแน่" มดตัวเล็กพูดแล้วเดินไปเปิดประตู

          หน้าประตูนั้นคือตั๊กแตนเจ้าสำราญผู้พักอาศัยอยู่ข้าง ๆ ที่เคยมีท่าทางสดใสร่าเริง แต่คราวนี้ ตั๊กแตนกลับยืนก้มหน้าด้วยความหิวโซ พอประตูเปิดจึงรีบเดินตรงมาหาหัวหน้ามดที่เคยสนทนาด้วยทันที
          "สวัสดีมดเอ๋ย ฉันหิวเหลือเกินไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน พอจะมีอาหารแบ่งฉันบ้างไหม" ตั๊กแตนขอร้อง

          "อะไรกัน บ้านเธอไม่มีอะไรกินเลยหรือ ช่วงฤดูร้อนผลผลิตออกจะอุดมสมบูรณ์" หัวหน้ามดถามด้วยความสงสัย
          "ฉันมัวแต่ยุ่งกับการเล่นดนตรีและเต้นรำ เลยไม่มีเวลามานั่งทำงานกักตุนอาหารไว้กินอย่างเธอ" คำแก้ตัวของตั๊กแตน

          "อะไรกัน ! นี่เธอไม่ทำงานเลยเหรอ มัวแต่เล่นดนตรีสนุกสนานเนี่ยนะ" หัวหน้ามดตวาด ด้านตั๊กแตนก็ทำหน้าเจื่อนโดยไม่มีคำตอบโต้ "ถ้าเธอไม่รู้จักแบ่งเวลาเล่นกับเวลาทำงาน ฉันก็คงปันอาหารให้เธอไม่ได้ เจ้ากลับไปเถอะ"

          พอสิ้นคำพูดของหัวหน้ามด เจ้าตั๊กแตนเลยเดินกลับบ้านไปแบบหิวโหย ส่วนฝูงมดก็พักผ่อนแบบสำราญกับอาหารที่ตุนมาจากช่วงหน้าร้อน


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :

          คนเราควรจะรู้จักหน้าที่ของตัวเอง เวลาไหนควรทำงาน เวลาไหนควรเล่น  หากมัวแต่เล่นไม่ยอมทำงานเลย สักวันหนึ่งชีวิตอาจเจอเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจจนหันไปพึ่งใครไม่ได้ เพราะเราไม่ยอมทำงานเพื่อหาเลี้ยงและยืนบนลำแข้งของตนนั่นเอง

Saturday, September 21, 2019

หนูบ้านกับหนูนา


          ในเช้าอันสดใสวันหนึ่ง หนูบ้านที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองอันแสนวุ่นวายได้ออกเดินทางไปเยี่ยมหนูนาที่ชนบท ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้กลับไปที่นั่นมานานหลายปี มันเดินรอนแรมแบบไม่พักจนตะวันตกดิน ในที่สุดก็มาถึงบ้านของหนูนา ทั้ง 2 เจอหน้ากันก็เข้ามาโผกอดทักทายอย่างดีใจ

          "พี่หนูบ้าน เป็นอย่างไรบ้าง ฉันคิดถึงพี่เหลือเกินไม่ได้พบกันตั้งหลายปี" หนูนากล่าวทักอย่างอารมณ์ดี

          "พี่สบายดีน้องหนูนา กินอิ่มอยู่สบาย อยู่ในเมืองจะทำอะไรก็สะดวกไปหมด" หนูบ้านตอบแบบภูมิใจ

          "ดีจริงที่ได้ยินอย่างนั้น... มา ๆ เข้าบ้านกันก่อนพี่ ฉันเตรียมอาหารไว้มากมาย พี่เหนื่อยมาทั้งวันคงหิวแย่" หนูนาเชิญชวนให้เข้ามาข้างในโพรงไม้ริมชายนาน่าพักผ่อนของตน

          พอเข้ามาในโพรงไม้ อาหารที่หนูนาจัดไว้อย่างดีกลับมีเพียงข้าวสาร ธัญพืชและผลไม้เพียงเล็กน้อย ไม่ได้มีอาหารน่ากินเหมือนที่หนูเมืองคิดเอาไว้

          "โธ่ หนูนาน้องพี่ นี่เธอกินอาหารพวกนี้ไปได้อย่างไรกัน วัน ๆ ไม่เคยได้กินของที่ดีกว่านี้เลยหรือไร" หนูบ้านหันมาถามหนูนาด้วยสีหน้าแสนห่วงใย

          "ฉันว่านี่ก็ดีแล้วนะพี่ อาหารแต่ละอย่างคุณภาพดี ๆ ทั้งนั้น ขนาดคนเมืองยังมารับไปขายเลย" เสียงของหนูนาตอบกลับแบบแผ่วเบา ด้วยความรู้สึกอายที่ว่าอาหารนั้นไม่ถูกใจแขกผู้มาเยือน

          "เอาอย่างนี้ เดี๋ยวเราเข้าเมืองไปเที่ยวบ้านพี่กัน รับรองว่าจะมีของกินคุณภาพดีมากมายให้เธอได้กินอย่างสุขสบาย" พอหนูนาพูดจบ ทั้ง 2 ก็กินอาหารแล้วเข้านอน เมื่อพระอาทิตย์ฉายแสงมา พวกเขาจึงออกเดินทางไปยังในเมืองทันที

          เมื่อถึงบ้านในเมืองอันแสนคับแคบแต่เต็มไปด้วยข้าวของทันสมัย หนูนาที่เพิ่งเข้ามาในเมืองครั้งแรกก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่าพี่หนูบ้านไม่อึดอัดหรืออย่างไร ที่ต้องอยู่แค่ในรูแสนคับแคบของชุมชนเมืองแบบนี้

          หลังจากนั่งได้สักพักหนูบ้านก็ถืออาหารละลานตามาพร้อมเสิร์ฟต้อนรับแขก มีทั้งขนมเค้ก ชีส นม เนย อาหารอย่างดีแบบที่หนูนาไม่เคยเห็นมาก่อน "โอ้โห ! พี่หนูบ้าน พี่ได้กินของดีอย่างนี้ทุกวันเลยหรือจ๊ะ" หนูนาร้องออกมาด้วยเสียงตื่นเต้น

           "ใช่แล้วน้องพี่ ก็เธออยู่ชนบทได้กินแต่ของไม่ดี อยู่ในเมืองแบบพี่นี่สิ ชีวิตที่ใคร ๆ ก็อยากมีกัน" หนูบ้านพูดจบก็มีเสียงแปลก ๆ ดังขึ้นมาทันที "เหมียว เหมียว !"
    
          "นั่นเสียงอะไรหรือพี่" หนูนาถามอย่างกังวล

          "คงเป็นเสียงดนตรีแหละมั้ง คนแถวนี้เขาชอบฟังเพลงกัน ช่างเถอะนะหนูนาน้องพี่ เรามากินอาหารกันเถอะ" หนูบ้านกับหนูนากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แต่เสียงร้องเหมียว ๆ ก็ใกล้เข้ามาทุกที

          ทันใดนั้นเอง แมวร่างใหญ่ก็โผล่เข้ามาข้างโต๊ะอาหาร หนู 2 ตัวต่างวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงด้วยความตกใจ หนูนาวิ่งไปซ่อนตัวในถังขยะอันเหม็นเน่า นั่งตัวสั่นเทาตรงนั้นหลายชั่วโมงแล้วค่อยกล้าเดินออกมา

          "น้องหนูนา !" เสียงหนูบ้านตะโกนดังลั่นมาแต่ไกลเมื่อได้เห็นหน้าหนูนา "ไปหลบที่ไหนมา พี่นึกว่าโดนเจ้าแมวนั่นคาบไปเสียแล้ว"

          "ฉันหลบอยู่ที่ถังขยะเหม็นเน่ามา ฉันกลัวเหลือเกินพี่ อยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว" หนูนาตอบด้วยเสียงสั่นเครือ

          "แต่ที่นี่มีของดี ๆ รอให้เธอมากินอีกมากมายเลยนะ" หนูบ้านกล่าวรั้งไว้

          "ของดีแค่ไหนฉันก็กินไม่ลงหรอกพี่ ขอตัวกลับบ้านไปกินของเท่าที่มีแต่รู้สึกสบายใจในชนบทจะดีกว่า" พูดจบหนูนาก็เดินกลับชนบท ทิ้งให้หนูบ้านอยู่อย่างหวาดหวั่นที่เขตเมืองต่อไป


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :

          สิ่งไหนที่เรามีแล้วรู้สึกสบายใจที่ได้ครอบครองย่อมนำความสุขมาสู่ชีวิตเสมอ แต่สิ่งใดที่มีแล้วหวาดหวั่นทุกครั้งนั่นคือความทุกข์ ดังนั้นเราควรพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว


Monday, September 2, 2019

นกฮูกกับตั๊กแตน



         กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกฮูกสาวตัวหนึ่งเมื่อถึงคราวที่ท้องฟ้าสว่างเจิดจ้าด้วยแสงอาทิตย์ นกฮูกตัวนี้จะนอนหลับอยู่ในโพรงต้นไม้ พอแสงอาทิตย์จางหายไป นกฮูกผู้หลับใหลก็จะตื่นขึ้นมาพร้อมออกหากิน ซึ่งอาหารอันโปรดปรานของเจ้านกตัวนี้มีทั้ง แมลง มด สัตว์ตัวเล็กจิ๋ว พวกมันล้วนมีรสชาติดีแถมทำให้นกฮูกอิ่มได้ตลอดคืน
 
          หลายเดือน หลายปีผ่านไป... เจ้านกฮูกที่อาศัยอยู่ในโพรงไม้นั้นได้แก่ตัวลง จะออกหากินแต่ละทีก็เริ่มลำบาก หากวันใดมีเสียงรบกวนช่วงเวลากลางวันก็จะทำให้นอนหลับไม่เต็มอิ่มจนหมดเรี่ยวแรง ถึงแม้ช่วงหลายวันที่ผ่านมาจะยังไร้เสียงหรือผู้ใดคอยรบกวน แต่วันนี้กลับมีเสียงร้องเพลงดังลั่นป่า นกฮูกแก่เลยต้องโผล่หน้าจากโพรงไม้เพื่อสังเกตการณ์ดูว่าใครกันนะที่ฮัมเพลงเสียงดังขนาดนี้

          โดยต้นเสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่มันเป็นเสียงขับร้องของตั๊กแตนผู้ย้ายมาใหม่นั่นเอง

          "เจ้าตั๊กแตนตัวน้อย ช่วยเบาเสียงลงหน่อยได้ไหม เรานอนไม่ค่อยจะหลับเลย" นกฮูกกล่าวด้วยน้ำเสียงโมโห

          "นี่คือเวลากลางวัน ช่วงพระอาทิตย์ส่องแบบนี้ เรามีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้" ตั๊กแตนหันมาตอบแล้วร้องเพลงต่ออย่างสบายใจ นกฮูกเห็นดังนั้นยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าเถียงตนได้ขนาดนี้

          "แต่เราต้องการพักผ่อน เพื่อที่จะได้มีแรงช่วงกลางคืน เจ้าไปร้องเพลงเล่นที่อื่นเถิด เจ้าตั๊กแตนตัวกระจ้อย !" นกฮูกโมโหหนักขึ้นกว่าเดิม

          "ก็บอกเหตุผลมาสัก 1 ข้อสิ ว่าเราได้ประโยชน์อะไรจากการหยุดร้องเพลง... ลั้น ลา ละ ลั้น ลั้น ลา..." ตั๊กแตนร้องเพลงต่ออย่างไม่ไยดี 

            นกฮูกทำได้เพียงเคียดแค้นอยู่ในใจ ไม่กล้าโหวกเหวกออกไป ด้วยกลัวจะโดนผู้อื่นหัวเราะเยาะที่มาเถียงกันเพราะเรื่องแค่นี้ แต่เพื่อให้ตนเองนอนหลับได้นกฮูกผู้ปราดเปรื่องจึงคิดแผนการขึ้นมา

          "ตั๊กแตนผู้มีเสียงอันไพเราะ เราต้องขอโทษทีที่เมื่อครู่นี้ได้ตวาดเจ้าไป มาตอนนี้เราได้ฟังเสียงเจ้าแล้วก็เป็นอันพอใจเพราะเสียงเจ้านั้นไพเราะเสนาะหูเหลือเกิน" นกฮูกออกมาพูดกับตั๊กแตนด้วยน้ำเสียงเยินยอ ทำเอาตั๊กแตนเกิดอาการประหลาดใจ แต่ก็อดยิ้มในคำชื่นชมนั้นไม่ได้

          "วันนี้เรามีไวน์ชั้นเลิศ ที่เหล่าทวยเทพทั้งหลายใช้ดื่มช่วยทำให้เสียงใสก้องกังวานมากขึ้น เพื่อเป็นการมอบรางวัลให้ตั๊กแตนผู้ร้องเพลงดีกว่าใคร ได้โปรดขึ้นมาดื่มไวน์ด้วยกันบนนี้เถิด" นกฮูกเชื้อเชิญตั๊กแตนอย่างมีแผนการ 

          "ก็ได้ เห็นแก่ที่ท่านชอบใจในน้ำเสียงของเรา ถ้าอย่างนั้นเราจะขึ้นไปร่วมดื่มไวน์ด้วยแล้วกัน" ตั๊กแตนกล่าวเสร็จก็กระโดดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

          เมื่อตั๊กแตนเดินเข้าไปในโพรงไม้อันมืดสนิท ก็ทำให้มันมองไม่เห็นสิ่งใดเลย ต่างจากนกฮูกที่มองเห็นได้ดี ว่าแล้วนกฮูกเลยได้ทีจัดการกินเจ้าตั๊กแตนจนอิ่มหนำ แล้วก็นอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจไร้เสียงใด ๆ มารบกวนตลอดวัน


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :

          อย่าหลงเชื่อคำเยินยอของใครง่าย ๆ เพราะสิ่งที่ร้ายกับเราได้มากที่สุดก็คือการหลงเชื่อคำพูดสรรเสริญอันไพเราะนั่นเอง อีกทั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งอะไรกันควรใช้สติปัญญาในการแก้ไขดีกว่านั่งทะเลาะกันทั้งวันให้เสียเวลา


https://baby.kapook.com/view213229.html 
เครดิตภาพ   https://www.pinterest.es/pin/95138610864068316/


Saturday, July 27, 2019

ลมกับพระอาทิตย์


        
           นิทานก่อนนอน ลมกับพระอาทิตย์ เรื่องราวของการแข่งขันที่สามารถใช้สอนใจลูกน้อยได้อย่างดีทีเดียว

           ในวันที่ลูกรักจะเติบใหญ่ พ่อแม่หลายคนคงอยากให้เจ้าตัวน้อยของเราโตมาเป็นคนที่มีเมตตา ไม่ว่ากับใครก็ตามที แต่จะพูดพร่ำทุกวันแบบนี้ลูกรักอาจจะไม่อยากฟังสักเท่าไร คงต้องใช้นิทานก่อนนอนมาเป็นสื่อช่วยในการสอนสักหน่อยแล้ว อย่าง นิทานอีสป ลมกับพระอาทิตย์ ซึ่งฝากข้อคิดเรื่องของการแข่งขัน ความเมตตา และความอ่อนโยนได้อย่างแนบเนียน ส่วนเนื้อเรื่องก็สนุกน่าติดตาม เรียกลูกน้อยมานั่งข้าง ๆ แล้วเล่านิทานให้เขาฟังกันเลย 

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว วันที่อากาศแจ่มใสท้องฟ้าปลอดโปร่ง พระอาทิตย์ออกมาส่องแสงเจิดจ้าอย่างที่เคยเป็น เจ้าลมเพื่อนเก่าได้ผ่านมาเห็นเลยหยุดแวะทักทาย 

           "เป็นอย่างไรบ้างพระอาทิตย์มิตรแห่งเรา ไม่เจอกันเสียนานสบายดีหรือไม่เจ้าลมตะโกนทักทายสหายเก่าสุดเสียง 
   
            พระอาทิตย์ก็ตอบรับอย่างดีใจด้วยไม่เจอลมตนนี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน

            ขณะนั้นเองก็มีชายหนุ่มนักเดินทางสวมเสื้อคลุมกำลังเดินเล่นเตร็ดเตร่อยู่ เจ้าลมเห็นอย่างนั้นก็นึกสนุก พูดท้าทายบางสิ่งออกมา 

           "พระอาทิตย์สหายรัก เรามาแข่งขันวัดความแข็งแกร่งกันสักหน่อยไหมลมกล่าวชักชวน 

           "ได้สิ ๆ แข่งอะไรดีเล่าพระอาทิตย์ตอบกลับแบบไม่คิดอะไร 

            ด้านเจ้าลมก็ชี้ลงไปยังหนุ่มนักเดินทางคนนั้นพร้อมกล่าว 

            "ง่ายมากเลย ทำยังไงก็ได้ให้เสื้อคลุมของพ่อหนุ่มคนนั้นหลุดออกมาจากตัว ใครทำสำเร็จถือเป็นผู้ชนะและแข็งแกร่งที่สุด

               พระอาทิตย์พยักหน้าตอบรับ ลมเห็นว่าสหายรักรับคำท้าจึงโผไปหาหนุ่มนักเดินทาง พลางตะโกนไล่หลัง 

              "ฉันขอเริ่มก่อนเลยนะ"

            เจ้าลมใช้กำลังทั้งหมดรวบรวมมาเป็นพายุขนาดย่อม หวังทำให้เสื้อคลุมตัวนั้นปลิดปลิว แต่หนุ่มนักเดินทางก็ไม่หวั่นไหวแถมยังจับเสื้อเอามาคลุมไว้แน่น ลมเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งใช้แรงบีบบังคับมากขึ้นไปอีก จนหนุ่มคนนั้นแทบไม่มีแรงก้าวเดิน 

            "ทำไมลมในวันนี้ถึงได้มีความโหดร้ายกับฉันนักนะหนุ่มนักเดินทางบ่นอย่างท้อใจแล้วดึงเสื้อคลุมตัวแน่นกว่าเดิม 

            เจ้าลมจึงรวบรวมพลังอีกครั้งพร้อมกับเป่าไปยังหนุ่มคนนั้น ถึงขั้นเดินเซเกือบล้ม 

           "พอเถิดหนาลมเอ๋ย เราขอลองแข่งบ้างเถิดพระอาทิตย์กล่าวกับลม 

            ด้วยแรงที่ใกล้จะหมดไป ลมจึงยอมให้พระอาทิตย์มาแข่งต่อ คราวนี้อากาศแจ่มใสไร้พายุใด ๆ มาก่อกวน หนุ่มนักเดินทางเลยเดินต่อจนใกล้ถึงแนวป่า ด้านพระอาทิตย์เองก็เริ่มแผนการอย่างแยบยล เขาค่อย ๆ เปล่งแสงให้ร้อนทีละนิด ทีละนิด จนหนุ่มคนนั้นเริ่มรู้สึกอุ่นขึ้น อุ่นขึ้น จากความอบอุ่นกลายเป็นความร้อน พอเจอแนวต้นไม้เงียบสงบ หนุ่มนักเดินทางเลยเลือกที่จะเข้าไปนั่งพัก พร้อมถอดเสื้อคลุมตัวที่ลมท้าพระอาทิตย์วางไว้ข้างกายอย่างสบายใจ

          
"ความอ่อนโยนของเธอเหนือกว่าพละกำลังที่ฉันมีจริง ๆลมชื่นชมในสิ่งที่พระอาทิตย์ทำลงไป 

          "ไว้มีโอกาสคราใด เราจะแวะมาหาใหม่นะพระอาทิตย์เพื่อนรัก

            ทั้งคู่จึงยิ้มร่ำลากันอย่างมีความสุข


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :

          การใช้กำลังและความรุนแรงแข่งขันกันไม่ทำให้เราได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอไป บางครั้งอาจจะต้องสูญเสียสิ่งเหล่านั้นเพราะการกระทำอันก้าวร้าวของเราก็เป็นได้ แต่ถ้าเปลี่ยนความรุนแรงมาเป็นความอ่อนโยนและมีเมตตา ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมได้ผลสำเร็จตอบแทนอย่างที่หวังแน่นอน    


เครดิตภาพ   https://www.pinterest.com/pin/109634572164912018/