Friday, September 23, 2016

เต่ากับกระต่าย




เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/cartoon-turtle/

นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าเป็นนิทานที่ทุกคนทราบกันดีว่าการที่เต่าเอาชนะกระต่ายได้ก็เพราะถึงแม้ว่าเขาจะเดินช้าแต่ด้วยความมุ่งมั่นจึงทำให้เขาสามารถเดินไปจนถึงเส้นชัยได้ก่อนกระต่าย และการที่กระต่ายแพ้เต่านั้นก็เพราะว่าเขาเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปจึงทำให้เกิดความประมาทนอนหลับกลางทางเพราะคิดว่าตัวเองวิ่งยังไงก็ชนะเต่าได้อยู่แล้วนั่นเอง

คราวนี้มาลองดูกันว่า จะเป็นอย่างไร หากทั้งเต่าและกระต่ายร่วมมือกันทำงานเป็นทีม เงื่อนไขของการแข่งขันคือ เต่าและกระต่ายจะต้องวิ่งแข่งทั้งบนบกและว่ายข้ามแม่น้ำและวิ่งต่อไปจนถึงเส้นชัยให้ได้

เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/557531628846470586/

เต่าและกระต่ายในตอนนี้นั้น เป็นเพื่อนที่แสนดีต่อกันและพวกเขาทั้งคู่มักทำอะไรด้วยกันเสมอ

เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น คราวนี้ กระต่ายได้ให้เต่าขึ้นขี่บนหลังและวิ่งพาเต่าไปยังริมฝั่งแม่น้ำ  เมื่อถึงที่นั่น เต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังบ้างและว่ายข้ามแม่น้ำไป เมื่อถึงอีกฝั่งของแม่น้ำ กระต่ายก็ให้เต่าขี่หลังอีกและก็วิ่งพากันไปจนถึงเส้นชัยด้วยกันทั้งคู่   ทั้งเต่าและกระต่ายต่างรู้สึกมีความสุขใจกว่าเมื่อก่อนมาก

ทั้งเต่าและกระต่ายได้เรียนรู้แล้วว่า การที่แต่ละคนมีความฉลาดและมีความแข็งแกร่งนั้นเป็นสิ่งดี แต่ในขณะเดียวกัน การได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำงานกันเป็นทีมก็เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อแต่ละคนใช้ความสามารถพิเศษที่แต่ละคนถนัดและช่วยกันทำงานเป็นทีม ทีมนั้นๆ ก็จะประสพกับความสำเร็จได้ในที่สุด


Wednesday, September 21, 2016

ชายตาบอดทั้งหกกับช้าง





ณ หมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่ง มีชายตาบอด 6 คน เป็นเพื่อนรักกัน อยู่มาวันหนึ่งมีช้างตัวหนึ่งได้เดินหลงทางเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขา ชายตาบอดทั้ง 6 ได้ยินเสียงและได้กลิ่นของช้างเมื่อมันเดินมาใกล้ๆ ชายตาบอดทั้ง 6 อยากรู้เหลือเกินว่าเจ้าสิ่งนี้มันหน้าตาเป็นอย่างไร

ชายตาบอดคนที่หนึ่ง จับที่ ตัวช้าง เขารู้สึกได้ถึงความแข็งและกว้าง เขาจึงพูดขึ้นว่า ช้างเหมือน กำแพง

ชายตาบอดคนที่สอง จับที่ งาช้าง เขารู้สึกว่ามันแหลม เขาจึงบอกว่า ช้างเหมือน หอก

ชายตาบอดคนที่สาม  จับที่ งวงช้าง เขารู้สึกว่ามันยาว เรียวๆ และกระดุกกระดิกได้ เขาจึงบอกว่า ช้างเหมือน งู

ชายตาบอดคนที่สี่ จับที่ ขาช้าง เขารู้สึกว่ามันหนา ขรุขระ และแข็ง เขาจึงบอกว่า ช้างเหมือน ต้นไม้

ชายตาบอดคนที่ห้า จับที่ หูช้าง เขารู้สึกว่ามันบาง และพะเยิบๆ เขาจึงบอกว่า ช้างเหมือน พัดลม

ชายตาบอดคนที่หก จับที่ หางช้าง เขารู้สึกว่ามันยาว เรียวๆ และแข็งแรง เขาจึงบอกว่า ช้างเหมือน เชือก

ชายตาบอดทั้งหกเริ่มโต้เถียงกันลั่นหมู่บ้าน แต่ละคนต่างก็ไม่มีใครฟังใคร และคิดว่าสิ่งตัวเองคิดเท่านั้นที่ถูกต้อง ที่คนอื่นคิดไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง

มันเหมือนกำแพง
ไม่ใช่ มันเหมือนหอก ต่างหาก 
ไม่ใช่ มันเหมือนงู ต่างหาก

เมื่อเวลาล่วงเลยไป มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้ยินเสียงชายตาบอดทั้งหกโต้เถียงกัน จึงได้เดินเข้ามาใกล้ๆ และพูดขึ้นว่า

พวกท่านกำลังทะเลาะกันเรื่องอะไรหรือ 

พวกท่านรู้ไหมว่า ที่พวกท่านทั้งหกน่ะคิดถูกต้องในบางส่วนเท่านั้น พวกท่านได้จับส่วนของช้างคนละส่วนที่แตกต่างกัน และส่วนต่างๆ ของช้างเหล่านั้นนั่นแหละรวมกันเป็นลักษณะของตัวช้าง 1 เชือก

ชายตาบอดทั้งหกได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจและได้เลิกทะเลาะกัน พวกเขาเข้าใจแล้วว่าถ้าหากพวกเขาเอาสิ่งที่พวกเขาคิด สัมผัส หรือสังเกตได้มารวมกัน พวกเขาก็จะได้ภาพรวมที่แท้จริงของสิ่งนั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนเราอย่ามองอะไรในแง่มุมของตัวเองแต่เดียว ควรรับฟังความเห็นของคนอื่นๆ ด้วยและช่วยกันคิดวิเคราะห์ จึงจะมองเห็นภาพรวมที่เป็นจริง จะได้ไม่ทะเลาะกันเหมือนชายตาบอดทั้งหกคนนี้

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/129267451777737139/ 

Saturday, September 17, 2016

นกกระสาแสนซื่อกับสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์



 
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ. กลางป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่งเดินโซเซด้วยความหิวโหยเนื่องจากไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว จนในที่สุด มันก็เจอซากกวางที่ฝูงสิงโตกินทิ้งเอาไว้ อยู่ข้างๆ แม่น้ำสายหนึ่ง ด้วยความที่มันหิวจัด มันจึงตรงรี่เข้าไปกินซากกวางตัวนั้นในทันที และด้วยความตะกละของมัน มันได้กลืนกระดูกชิ้นใหญ่เข้าไป แน่นอน .... กระดูกชิ้นใหญ่ชิ้นนั้นก็เข้าไปติดคอมันในทันที จนมันต้องร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดและทรมาน มันพยายามทุกวิถีทางที่จะเอากระดูกออกจากคอของมัน แต่ก็ไม่สำเร็จ

ในขณะนั้นเอง มันก็เหลือบไปเห็นนกกระสาแสนซื่อตัวหนึ่งกำลังเดินผ่านมา ด้วยความดีใจ สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ก็ร้องทักนกกระสาแสนซื่อว่า

พี่นกกระสาจ๋า.......  

พี่ช่วยอะไรฉันหน่อยได้มั้ยจ๊ะ

นกกระสาแสนซื่อได้ยินสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์พูดทักทายด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวานไพเราะเช่นนั้น นกกระสาแสนซื่อก็รู้สึกเต็มใจที่จะช่วยเหลือสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ในทันที จึงถามขึ้นว่า

จะให้พี่ช่วยอะไรจ๊ะ

พี่ช่วยหยิบกระดูกชิ้นโตออกจากคอของฉันให้ทีนะจ๊ะ ปากแหลมๆ สวยๆ ของพี่เท่านั้นแหละที่จะช่วยฉันได้

ถ้าพี่ทำได้....ฉันสัญญาว่าจะให้รางวัลพี่อย่างงามเลยล่ะ

นกกระสาแสนซื่อหลงเชื่อในข้อเสนอของสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ จึงก้มลงไปในคอสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์และ มันต้องใช้ความพยายามและความระมัดระวังอย่างทุลักทุเล จนในที่สุดมันก็สามารถใช้ปากของมันคาบเอากระดูกชิ้นโตออกมาจากปากของสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ได้สำเร็จ

สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์หายจากความเจ็บปวดและไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป มันรู้สึกดีใจมากๆ แต่พอนกกระสาแสนซื่อทวงรางวัลที่สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์สัญญาว่าจะให้ คราวนี้ สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์พูดกับนกกระสาแสนซื่อด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างไปจากเดิมแกมตะคอกว่า

เจ้าน่ะ โชคดีแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่กัดหัวเจ้า ฉันน่ะทำได้ง่ายๆ เลยนะเมื่อตอนที่เจ้าเอาหัวของเจ้าเข้าไปในคอของข้า แต่ข้าก็ไม่ทำ นั่นแหละ ถือว่าเป็นรางวัลของเจ้าแล้วล่ะ


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าได้หวังรางวัลหรือสิ่งตอบแทนใดๆ จากผู้อื่นโดยเฉพาะคนที่ไม่ดีและมักผิดสัญญา แต่จงทำดีกับผู้อื่นเพราะมันเป็นสิ่งที่ดี และไม่คาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนใดๆ และอย่าทำตัวเหมือนสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่ทำผิดสัญญา



เครดิตภาพ  https://fr.pinterest.com/pin/94153448438240555/

Thursday, September 15, 2016

กากับขนนกยูง





ณ. ป่าแห่งหนึ่ง มีเจ้ากาตัวหนึ่ง มันชอบหลงตัวเองและพูดจาโอ้อวด และชอบทำตัวให้สวย หรู เหมือนนกยูง  อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ากาก็บินตรงรี่เข้าไปหานกยูงและพูดขึ้นว่า

คุณนกยูงคร๊าบบบบบบ .....

กระผมจะขอยืมขนของคุณนกยูงสักวันสองวันได้มั้ยคร๊าบบบบ ....

นกยูงได้ยินดังนั้น ก็ตอบตกลงในทันที  ได้สิ

และแล้ว นกยูงก็หยิบขนอันสวยงามของมันให้เจ้ากายืมไป

เมื่อเจ้ากาได้ขนของนกยูงมาแล้ว  มันดีใจมากและรีบนำขนของนกยูงมาประดับบนตัวของมันทันที ต่อจากนั้น มันก็บินตรงไปกลางป่าและบินลงไปยืนท่ามกลางฝูงนกทั้งหลาย

มันพูดขึ้นว่า ดูขนของฉันสิ .... สวยมั้ยล่ะ

เจ้าการู้สึกภาคภูมิใจกับขนของนกยูงที่อยู่บนตัวมันมากมาย มันร้องตะโกนขึ้นอีกว่า ฉันเป็นนกที่สวยที่สุดในป่าแห่งนี้

แต่.... ไม่มีนกตัวไหนสนใจมันเลย นกแต่ละตัวล้วนกำลังง่วนอยู่กับสิ่งที่มันทำอยู่ตรงหน้า

เจ้ากายังคงตื่นเต้นกับขนของนกยูงบนตัวมันต่อไป โดยไม่ทันได้สังเกต

มันเต้นไปและพูดว่า  ฉันดูยิ่งใหญ่มั้ย” “ฉันดูดีใช่มั้ย 

แต่ถึงกระนั้น นกเหล่านั้นก็ยังไม่คิดที่จะสนใจเจ้ากาเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเวลาล่วงเลยไป ....จนในที่สุด ฝูงนกเหล่านั้นก็เพิ่งหันมามองที่เจ้ากาและสังเกตเห็นว่ามีขนนกยูงที่สวยงามติดอยู่บนตัวของเจ้ากา ฝูงนกเหล่านั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมาจนดังลั่นป่า

และนกตัวหนึ่งก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงเยาะเย้ยถากถางเจ้ากาว่า เจ้ากาโง่ .... ขนสวยๆ นี้ไม่ใช่ของเจ้าสักหน่อย มันเป็นขนของนกยูงต่างหากล่ะ

เจ้ากาได้ยินดังนั้น ก็พูดอะไรไม่ออก ตอนนี้มันได้ยินแต่เสียงหัวเราะเยาะของเหล่านกทั้งหลายดังลั่นอยู่รอบๆ ตัวมัน เจ้าการู้สึกอับอายเป็นอย่างมากและรีบบินหายไปบนท้องฟ้าในทันใด 


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ความงดงามที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากสิ่งปลอมๆ ที่นำมาสวมใส่ จึงไม่น่าภูมิใจ ไม่น่าชื่นชมและไม่มีใครสรรเสริญแน่นอน


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/madeincoventrys/crows/