Sunday, April 5, 2015

เสือโคร่งชราเจ้าปัญญา




วันหนึ่ง ... ที่ป่าลึกแห่งหนึ่ง มีเสือโคร่งตัวใหญ่วัยชราตัวหนึ่ง กำลังนอนอยู่อย่างหมดหวัง เพราะมันไม่มีญาติพี่น้อง หรือมิตรสหายเลย ไม่มีใครเหลียวแล ต้องอยู่อย่างลำบากตามลำพัง มันต้องอดมื้อกินมื้อไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะ ออกไปหาอาหารมาได้

วันต่อมา... เจ้าเสือโคร่งก็นอนอยู่ที่เดิม มีสัตว์หลายตัวที่เคยถูกเจ้าเสือโคร่งหมายเอาชีวิตสมัยยังหนุ่มแน่น พวกสัตว์เหล่านี้ จึงคิดที่จะแก้แค้น

พวกสัตว์ต่างพากันพูดว่า "พวกเรา เจ้าเสือโคร่งชราตัวนี้เราจะเอามาทำอะไรดี เมื่อก่อนเคยไล่กินพวกเราแทบเอาชีวิตไม่รอด มาคราวนี้ทำไมมานอนสิ้นหวัง เช่นนี้ละ" พวกสัตว์ต่างๆไม่ต้องการ เอาชีวิตเสือโคร่งชราอย่างเดียว แต่ต้องการสั่งสอนให้รู้รสชาติของการหนี เพื่อการมีชีวิตอยู่รอดด้วยว่าเป็นอย่างไร

 
พวกสัตว์จึงเอ่ยขึ้นว่า "ท่านเสือโคร่งที่เคารพ วันนี้ท่านไม่ออกไปหาอาหาร ที่ลำธารอย่างก่อนหรือ" 
เสือโคร่งตอบ "ข้าจำศีลไม่อยากเอาชีวิตใครอีก เพราะข้าอายุมากอยากอยู่อย่างสงบไม่ไปทำร้าย หรือฆ่าใครอีก พวกเจ้าก็เหมือนกัน ข้าเห็นแล้วยังไม่อยากจะกินเลย หลีกไปให้พ้นข้าเถอะ"

จากนั้นเสือโคร่งทำเป็นนอนลงเช่นเดิม แต่เสือโคร่งยังมีสติ ที่จะขู่พวกสัตว์ที่คิดทำร้าย มันรู้ดีว่าไม่สามารถเอาเรี่ยวแรงมาต่อสู้ได้แน่ แต่ถ้าจะตายมันจะไม่ยอมตายเพราะน้ำมือสัตว์พวกนี้แน่

เสือโคร่งชรายังคิดต่อไปว่า ถ้าตายไปจริง ๆ ก็แล้วแต่พวกมันจะทำอะไร เพราะไม่ต้องการเสียศักดิ์ศรี เสือโคร่งพยายามทำตัวว่ายังเก่งกล้า ไม่ยอมสยบให้สัตว์อื่น

 
เสือโคร่งกล่าวต่อ "พวกเจ้าหลีกไปให้ไกลข้าด้วย ข้าไม่อยากทำบาป เพราะช่วงที่ข้านอนหลับ เกิดข้าละเมอเผลอไปกินพวกเจ้าเข้า มันจะเป็นบาปกรรมได้" พวกสัตว์เหล่านั้นเมื่อได้ยินเสือโคร่งกล่าว
ก็รีบหนีเพราะกลัว เจ้าเสือโคร่งละเมอ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
สติปัญญาของคนถึงอายุไขใกล้จะหมด แต่ถ้ารู้จักคิด ใช้มัน ก็ทำให้รอดพ้นจากภัยอันตรายได้

คัดลอกจาก http://kids.mweb.co.th
แก้ไข : นายธวัฒชัย ใบโสด
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Saturday, March 28, 2015

นักล่านกกับงูพิษ




วันหนึ่งนักล่านกขนธนูและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อออกไปล่านกในป่าตามปกติ  ขณะที่เดินทางอยู่ก็พบนกตัวหนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้  เขาจึงยกธนูขึ้นเล็งไปที่นกตัวนั้น  

ขณะนั้นมีงูพิษตัวหนึ่งนอนขดตัวอยู่ที่เท้าของเขาโดยที่ไม่ทันได้สังเกตมาก่อน  เขาพลาดท่าไปเหยียบงูเข้า  งูตกใจจึงฉกที่เท้าของเขาจนสลบลงที่พื้น   

ก่อนที่พิษจะกำเริบจนทำให้เขาได้ตายลง  เขาพูดกับตัวเองว่า ข้าช่างโง่เสียจริง  หวังจะล่าสัตว์สักตัวแต่ตัวเองกลับมาเป็นเหยื่อและตกหลุมพลางแห่งความตายเพราะความไม่ระวัง

ข้อคิด :  ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย   

Friday, March 27, 2015

นกแก้วในโพรงกระรอก



นานมาแล้วมีนกแก้วตัวหนึ่ง อาศัยอยู่บริเวณป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารมากมาย มันบินวนไปวนมาแถวนั้นเป็นประจำ มีพวกสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่มากมายอาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่นานก็มีพายุพัดเอาเศษไม้เศษหญ้ามากองไว้มากมาย เจ้ากระรอกได้เก็บเศษไม้ ไว้ที่โพรงของมันเพื่อไว้เป็นที่พักอาศัยยามฝนตกหนักและไม่ทันข้ามวัน ฝนก็ได้ตกลงมาอย่างหนัก พวกสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ต่างพากันหาที่หลบฝน เจ้านกแก้ว ตัวดีก็รีบบินเข้าไปหลบที่โพรงของกระรอกทันทีโดยไม่ขออนุญาตจากกระรอกก่อน มันถือว่ามันมาก่อน ย่อมเป็นบ้านของมัน

ไม่นานกระรอกก็มาถึงโพรงของมันและมันได้ชักชวนสัตว์อื่น ๆ ให้เข้ามาหลบฝนได้ เพราะโพรงกระรอกมันเป็นโพรงที่ใหญ่ สามารถอาศัยได้หลายตัว ไม่ทันสิ้นเสียง เจ้านกแก้วก็ร้องขึ้นว่า "พวกเจ้าบังอาจมากนะ ที่เข้ามาในโพรงบ้านของข้า ข้าไม่ยอมให้พวกเจ้ามาอาศัยอยู่ด้วยหรอก เพราะข้าไม่ชอบอยู่ร่วมกับคนอื่นมาก ๆ ข้าจะไม่ยอมแบ่งอาหารให้พวกเจ้าด้วย ถ้าฝนหยุดตก แล้วพวกเจ้ารีบออกไปให้พ้นนะ"

กระรอกเอ่ยขึ้นทันที "โพรงนี้เป็นบ้านของข้า ข้าอุตส่าห์หาเศษไม้เศษหญ้ามาเก็บไว้ เพื่อรับลมหนาว เจ้านกแก้วตัวดี เจ้ายังมาพูดดีอีกว่าเป็นบ้านเจ้า พวกท่านทั้งหลาย อย่าไปใส่ใจกับนกแก้วตัวนี้เลย รีบเข้ามาหลบฝนก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะไม่สบายได้นะ อาหารที่ข้าหามาได้ก็มีมากพอ ข้าจะแบ่งให้พวกท่าน อาจจะไม่มากพอสำหรับพวกท่านแต่ก็พออิ่มท้องแก้หิวได้ไปวันหนึ่งนะ"

นกแก้วไม่ยอมออกจากโพรงกระรอกแถมยังพูดจาไม่ไพเราะอีก กระรอกทนต่อ พฤติกรรมของนกแก้วไม่ไหว "เจ้านกแก้วเจ้านี้บังอาจมากนะ เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่ ๆ เจ้าอาศัยอยู่เป็นบ้านของข้าและอาหารที่อยู่ในโพรงก็เป็นของข้าที่เก็บสะสมไว้ เจ้ายังกล้าดีมาพูดอีกว่าเป็นของเจ้า เดี๋ยวข้าไล่เจ้าให้ออกไปบ้างจะรู้สึกอย่างไร" นกแก้วทำเป็นไม่สนใจ

ดังนั้นเจ้านกแก้วจึงเอ่ยขึ้นว่า "ถึงข้าจะไม่ได้เป็นคนหาอาหารมาเก็บไว้ และไม่ได้หาเศษไม้เศษหญ้ามากองไว้ ข้าก็จะไม่ยอมให้พวกเจ้าเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่เด็ดขาดเพราะข้าเป็นคนแรกที่บินเข้ามาก่อน ทุกอย่างที่อยู่ที่นี่ ก็ต้องตกเป็นของข้าทุกอย่าง ถึงอาหารที่เจ้าเก็บมาข้าจะกินไม่ได้ ข้าก็จะไม่ยอมให้พวกเจ้าได้กินเช่นกัน"

พวกสัตว์ต่างพากันเดินออกจากโพรงทันที เพราะขืนอยู่ต่อก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น พวกสัตว์รู้สึกไม่พอใจ เจ้านกแก้วที่พูดจาไม่รู้จักคิดว่าสิ่งใดควรและสิ่งใดไม่ควร ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าตัวเองไปยึดครองที่ของผู้อื่น


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
อย่าเป็นคนเห็นแก่ได้ โดยที่ตัวเองไม่ได้ลงแรงสร้างหรือสะสมไว้ เพียงเพื่อต้องการเอาชนะผู้อื่น และสิ่งที่แย่งชิงมากลับไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใด

คัดลอกจาก http://kids.mweb.co.th
แก้ไข : นายธวัฒชัย ใบโสด
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, December 3, 2014

ลิงโง่กับปลาโลมา




            ในสมัยก่อน เวลาที่มนุษย์จะเดินทางไปไหนมาไหนก็จะนำลูกสุนัข หรือลิงตัวเล็ก ๆ ติดตัวไปด้วยเสมอ

            ในการเดินทางโดยทางทะเลครั้งหนึ่ง มนุษย์ได้พาลิงไปด้วย ในระหว่างการเดินทาง ได้เกิดพายุขึ้น จนเรือไปเกยหินโสโครกและอับปางลง มนุษย์พากันกระโดดลงทะเลเพื่อเอาชีวิตรอด

            ลิงก็กระโดดตามไปด้วย ปลาโลมาซึ่งว่ายน้ำอยู่ใกล้ ๆ กับเรืออับปางเห็นลิงลอยคออยู่ในน้ำ จึงเข้ามาช่วย เพราะคิดว่าเป็นมนุษย์ แล้วพาขี่หลังว่ายน้ำเข้าสู่ฝั่งด้วยความเข้าใจผิด ขณะเข้าใกล้ท่าปิเรอุช เมืองท่าของกรุงเอเธนส์ ปลาโลมาก็ถามลิงขึ้นว่า เป็นชาวกรุงเอเธนส์หรือเปล่า

 
            ลิงตอบว่า "ใช่" แล้วยังคุยโวขึ้นอีกว่า "ข้าน่ะ มาจากตระกูลที่เก่าแก่เชียวนะ"

            ปลาโลมาพูด "ถ้าเช่นนั้น ท่านก็รู้จักปิเรอุชน่ะสิ"

            ลิงได้ฟังดังนั้นก็นึกว่าปลาโลมาพูดถึงมนุษย์

            จึงตอบออกไปว่า "อ๋อ แน่นอนสิ ข้ารู้จักเขาเป็นอย่างดีทีเดียวล่ะ เขาเป็นเพื่อนสนิทของข้าเอง"

            ปลาโลมาได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกเกลียดชังในความโง่เขลาของลิงเป็นอย่างยิ่ง มันสะบัดร่างลิงที่อยู่บนหลัง จนตกลงไปในทะเลถึงแก่ความตายทันที
       

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :

            การคุยโตโอ้อวด กลับทำให้ตัวเองตกต่ำ และเป็นที่เกลียดชังของผู้อื่นเสมอ
 

แหล่งที่มา  KARN.TV, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, November 11, 2014

อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ




     นานมาแล้ว มีเด็กชายคนหนึ่งชื่ออาลาดิน วันหนึ่งเขากำลังทำสวนพรวนดินอยู่ ก็ไปพบอะไรแข็งๆ ใต้ดิน ในตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นก้อนหิน เขาก็จะนำไปทิ้ง แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีอีกที มันเป็นตะเกียงโบราณ เขาดีอกดีใจใหญ่

     มันเปื้อนดินโคลน เขาก็นำผ้ามาเช็ดมาถูทำความสะอาด ถูไปถูกมาก็มีควันออกมาจากตะเกียง เป็นยักษ์ตัวเบ้อเร่อ เจ้ายักษ์ก็ลงไปกราบเท้าอาลาดินแล้วก็พูดออกมา

 
     "เจ้านาย วันนี้เจ้านายได้ช่วยข้าให้มีความอิสระ ข้าขอขอบคุณเจ้านาย เจ้านายต้องการอะไรบอกมาเลย ข้าจะทำให้ทุกอย่าง แต่มีข้อแม้อยู่อย่างเดียว ถ้าหากเจ้านายไม่ใช้ข้าเมื่อไหร่ ข้าก็จะกินเจ้านาย"

     อาลาดินก็คิดไปคิดมา โอ้! ถ้าเราได้เจ้ายักษ์มาเป็นคนใช้ เราคงจะร่ำรวยมหาศาลเลย เราไม่กลัวหรอก เราจะไม่ปล่อยให้มันว่างมากินเรา ก็เลยตอบตกลงกับเจ้ายักษ์ว่า "ตกลงเราจะรับเจ้ามาเป็นคนใช้เรา"

      เจ้ายักษ์ก็เตือนอีก "อย่าลืมนะเจ้านาย ถ้าหากเจ้านายไม่ใช้ข้าเมื่อไหร่ ข้าก็จะกินเจ้านาย"

      อาลาดินก็บอกว่า "สบายมาก สบายมาก"

      แล้วก็เริ่มสั่งการ "นี่เจ้ายักษ์ ฉันอยากจะได้บ้านหลังใหญ่ๆ เป็นที่พักของข้า"

      ทันทีทันใด เจ้ายักษ์ชี้นิ้วไปก็เกิดบ้านหล้งใหญ่ขึ้นมา
  
       อาลาดินตื่นตกใจ นึกว่ามันจะใช้เวลานาน 2-3 ปี ในการก่อสร้าง ที่ไหนได้แค่กระพริบตามันก็เกิดขึ้นมาได้แล้ว ก็เลยรีบสั่งต่อเพราะเดี๋ยวเจ้ายักษ์จะมากินเขา "เจ้าจงสร้างสะพานข้ามลำธารต่อจากตรงนี้ไป"

       เจ้ายักษ์ก็เนรมิตสะพานขึ้นมา

       "เจ้าจงทำสวนบริเวณนี้ให้สวยงาม" เจ้ายักษ์ก็เนรมิตออกมา

        ไม่ว่าจะขออะไร เจ้ายักษ์ก็เนรมิตออกมา...เนรมิตๆๆๆๆๆ ออกมา....เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงเขานึกไม่ออกแล้วว่าเขาต้องการอะไร เพราะทุกอย่างเขาสั่งไปหมดแล้ว...เร็วๆๆๆ...

       ขอโต๊ะก็แล้วกัน...โต๊ะก็ออกมา
      
       ขอดอกไม้ก็แล้วกัน...ดอกไม้ก็ออกมา
       
       ขอคอมพิวเตอร์..คอมพิวเตอร์ก็ออกมา
      
       เขาก็สั่งไปอย่างนั้นเอ เขาไม่ต้องการอะไรแล้ว เพราะเขาได้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว อาลาดินก็เริ่มหมดแรงแล้ว และก็เพลียมาก อยากจะนอน พอเดี๋ยวเขาหลับไป เจ้ายักษ์ก็จะมากินเขา

      อาลาดินคิดว่า "เขาต้องคิดอุบายให้เจ้ายักษ์มันมีงานทำตลอดเวลา อ้อ! รู้แล้ว รู้แล้ว เขาได้ความคิดขึ้นมา จึงสั่งเจ้ายักษ์ว่า "นี่เจ้าจงสร้างเสาสูงๆ ขึ้นมา" เจ้ายักษ์ก็เนรมิตเสาสูงๆ ขึ้นมา

      "เจ้าจงปีนขึ้นไปข้างบน พอถึงข้างบนก็ปีนลงมาข้างล่าง พอถึงข้างล่างก็ปีนขึ้นไปข้างบน ทำอย่างนี้ ปีนขึ้น-ปีนลง อยู่บนเสานี้แหละ ห้ามหยุดนะ"

       เจ้ายักษ์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ้านาย ต้องปีนขึ้นไปบนเสา พอถึงข้างบนแล้วก็ปีนลงมา ถึงข้างล่างก็ปีนขึ้นไป

         อาลาดินหัวเราะใหญ่บอกว่า "ห้ามหยุดน่ะ ปีนขึ้นปีนลงอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวฉันจะไปนอนก่อน พรุ่งนี้เช้า ถ้าฉันต้องการอะไร จะเรียกเจ้าลงมาจากเสา มาทำอาหารให้กิน เมื่อเราไม่ต้องการใช้เจ้าแล้ว ก็จะให้เจ้า ปีนขึ้น-ปีนลง อยู่บนเสานี้แหละ

        ด้วยวิธีการอย่างนี้ อาลาดินจึงสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข....ตลอดไป

 
       นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้อะไร ออกจะยาวเสียหน่อย ลองติดตาม

      "ยักษ์เปรียบเสมือนความคิดของมนุษย์" เมื่อเราใช้มัน มันก็คิดโน่นคิดนี่ มันก็มีประโยชน์ แต่เมื่อเราไม่ใช้มันเมื่อไหร่ ก็เหมือนเราไม่ใช้ยักษ์ ยักษ์มันก็จะกลับมาทำร้ายเรา

      เช่นเดียวกับความคิด พอเราไม่ได้ควบคุมมัน มันกลับไปคิดโน่นนี่แทนเรา มันไปสร้างอารมณ์
ไปสร้างกิเลส สร้างปัญหาให้มนุษย์เราเยอะแยะไปหมดเลย เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้มันว่าง
เราต้องหาอุบายให้มันมีงานทำตลอดเวลา

      เราทำอย่างไรครับ..เราจับเจ้ายักษ์ปีนขึ้น-ปีนลง อยู่บนเสาเพื่อที่มันจะได้ไม่มาทำร้ายเรา

      ยักษ์ปีนขึ้น-ปีนลง เปรียบเสมือน เราควบคุมลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

      ลมหายใจของเราคือเสา เจ้ายักษ์คือความคิด
      เราให้เจ้ายักษ์เกาะติดกับเสา เราก็ให้ความคิดเกาะติดอยู่กับลมหายใจ = ตั้งสติอยู่ที่ลมหายใจ

      หายใจเข้า-หายใจออก ให้สติอยู่กับลมหายใจ



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย beeman 联乐
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต