สายวันหนึ่ง....ลูกหมูน้อยออกไปเดินเที่ยวในป่าเพียงลำพัง ขณะที่กำลังเพลิดเพลินเก็บดอกไม้ป่าอยู่นั้น...
"อู้ฮู...ดอกไม้ออกดอกสวยสะพรั่งเต็มไปหมดเลย เก็บเอาไปฝากคุณแม่บ้างดีกว่า" ลูกหมูคิด
.....มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินผ่านมาพบเข้า
"ว้าว! เจ้าลูกหมูนั่นเนื้อแน่นน่าหม่ำเหลือเกิน แหม...อยู่ตัวเดียวเสียด้วยสิ เสร็จเราละ" สุนัขจิ้งจอกคิด
สุนัขจิ้งจอกรีบเดินตรงรี่เข้าไปหาลูกหมูน้อย...
"นี่แน่้่ะ...เจ้าลูกหมูตัวน้อย หันมานี่หน่อยสิ ฉันมีอะไรดีๆ จะให้เจ้าดู" สุนัขจิ้งจอกพูด
ลูกหมูน้อยตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อได้ยินเสียงของสุนัขจิ้งจอก
"จะให้..ผ..ผะ..ผมดูอะไรหรือครับ?" ลูกหมูถาม
"ก็เขี้ยวอันแข็งแกร่งซึ่งพร้อมจะขย้ำเจ้านี่ไงล่ะ...ฮะ ๆ ๆ" สุนัขจิ้งจอบตอบ
แต่ก่อนที่เหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้น คุณช้างก็ผ่านมาพบเข้าพอดี
"หยุดนะ! นั่นเจ้าจะทำอะไรลูกหมูน้อย...ฮึ?" ช้างพูด
คุณช้างได้จัดการไล่สุนัขจิ้งจอกจนโกยอ้าวไป
"โอ...ขอบพระคุณมากนะครับ นี่ถ้าคุณลุงไม่ผ่านมาช่วยไว้ ผมคงถูกเจ้าจิ้งจอกเล่นงานไปแล้วแน่ๆ!" ลูกหมูพูด
เฮ้อ! ลูกหมูน้อยเกือบโชคร้ายเสียแล้ว แต่ยังดีที่คุณช้างมาช่วยไว้ได้ทัน น้องๆ ก็เช่นกัน ไม่ควรออกไปเที่ยวที่ไหนตามลำพังนะคะ เพราะอาจเกิดอันตรายได้
ในสำนวนไทยเรียก ผู้ที่มาช่วยเหลือเราในยามที่กำลังเดือดร้อนได้ทันท่วงที แบบคุณช้างนี้ว่า
"พระมาลัยมาโปรด"
แหล่งข้อมูลอ้า่งอิง : เอกสารส่งเสริมการอ่าน ปี 2550
โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม
Wednesday, August 25, 2010
Tuesday, August 24, 2010
สุนัขจิ้งจอกกับแพะ
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง กระหายน้ำเป็นอันมาก มันเดินซอกซอนหาน้ำดื่มไปจนทั่้ว จนในที่สุดก็พบกับบ่อน้ำหนึ่งเข้า จึงตรงเข้าไปที่บ่อน้ำนั้น อย่างกระหายและคิดที่จะดื่มกินให้สมใจอยาก แต่แล้ว ด้วยความประมาท ร่างของมันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ มันพยายามปีนขึ้นมาเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งมีแพะตัวหนึ่งเดินมาที่บ่อน้ำ เห็นร่างของสุนัขจิ้งจอกลอยคออยู่ในบ่อ จึงร้องถามขึ้นว่า "ท่านลงไปในบ่อนั้นทำไมกันรึ" สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นก็คิดอุบายขึ้นได้ทันที "ที่ข้าลงมาอยู่ในบ่อนี้ก็เพราะว่าน้ำในนี้มันอร่อยน่ะสิ อร่อยจนข้าคิดที่จะดื่มให้หมดเลย"
"อย่างนั้นเชียวรึ!!!" เจ้าแพะผู้โง่เขลาร้องถาม และด้วยความเชื่อมันเลยกระโดดลงไปในบ่อน้ำนั้นโดยไม่คิดอะไรแม้แต่น้อย สุนัขจิ้งจอกได้โอกาสจึงกระโดดขึ้นไปบนหลังแพะแล้วปีนขึ้นมาจากบ่อน้ำได้ในที่สุด ปล่อยให้เจ้าแพะหน้าโง่ลอยคออยู่ในบ่อน้ำนั้น "ท่านหลอกลวงข้า" เจ้าแพะโง่กล่าว "เพื่อหวังผลประโยชน์จากข้าเท่านั้น!"
"ก็คงใช่" สุนัขจิ้งจอกตอบโต้ "แต่ที่เป็นเช่นนี้เพราะความเขลาของเจ้าเอง ที่กระโดดลงไปโดยไม่คิดแม้แต่น้อย ข้าเชื่อว่าขนที่หนวดบนคางของเจ้าน่ะ มีมากกว่ามันสมองของเจ้าที่มีอยู่น้อยนิดเสียอีก"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : ใบงานการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ชุดที่ 2
ป. 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552
โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม
"อย่างนั้นเชียวรึ!!!" เจ้าแพะผู้โง่เขลาร้องถาม และด้วยความเชื่อมันเลยกระโดดลงไปในบ่อน้ำนั้นโดยไม่คิดอะไรแม้แต่น้อย สุนัขจิ้งจอกได้โอกาสจึงกระโดดขึ้นไปบนหลังแพะแล้วปีนขึ้นมาจากบ่อน้ำได้ในที่สุด ปล่อยให้เจ้าแพะหน้าโง่ลอยคออยู่ในบ่อน้ำนั้น "ท่านหลอกลวงข้า" เจ้าแพะโง่กล่าว "เพื่อหวังผลประโยชน์จากข้าเท่านั้น!"
"ก็คงใช่" สุนัขจิ้งจอกตอบโต้ "แต่ที่เป็นเช่นนี้เพราะความเขลาของเจ้าเอง ที่กระโดดลงไปโดยไม่คิดแม้แต่น้อย ข้าเชื่อว่าขนที่หนวดบนคางของเจ้าน่ะ มีมากกว่ามันสมองของเจ้าที่มีอยู่น้อยนิดเสียอีก"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : ใบงานการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ชุดที่ 2
ป. 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552
โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม
Sunday, August 22, 2010
เจ้าไม่ได้ฝากอะไรไว้ที่ข้าเลย
ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเดินทางไปต่างจังหวัด ได้ฝากเงินไว้ที่ตาเฒ่าผู้หนึ่ง เป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท เมื่อกลับมาจากต่างจัีงหวัดแล้ว เขาไปขอรับเงินคืน แต่ตาเฒ่าปฏิเสธเรื่องเงินฝาก บอกว่า "เจ้าไม่ได้ฝากอะไรไว้ที่ข้าเลย"
เด็กหนุ่มได้ไปขอพึ่งความยุติธรรมจากศาล ผู้พิพากษาเรียกตัวผู้เฒ่าไปที่ศาล "เด็กหนุ่มคนนี้ฝากเงินไว้ที่ท่านใช่ไหม?" ตาเฒ่ายืนกราน "ไม่ได้ฝากไว้ ไม่มีเลย" ผู้พิพาษาจึงถามเด็กหนุ่มว่า "เจ้ามีพยานไหม?" เด็กหนุ่มตอบ "ไม่มีครับ" ผู้พิพากษาถามเด็กหนุ่มต่อไป "ขณะที่เจ้าเอาเงินไปฝากไว้กับตาเฒ่านั้น เจ้าสองคนอยู่ที่ไหน?" "เรานั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ครับ" "ทำไมเจ้าบอกว่าไม่มีพยานล่ะ?"...."ต้นไม้ใหญ่เป็นพยานให้เจ้าได้" ผู้พิพากษาพูด
แล้วผู้พิพากษากล่าวเสียงดังว่า "เจ้าจงไปที่ต้นไม้ใหญ่บอกว่าข้าเรียกตัวมาที่ศาล" ตาเฒ่ายิ้มชอบใจ แต่เด็กหนุ่มกลับลังเลใจ กล่าวว่า "ผมกลัวว่าต้นไม้ใหญ่จะไม่ยอมเชื่อหมายศาลของใต้เท้ามากกว่า" ผู้พิพากษาบอกให้วางใจ "เจ้านำแหวน ซึ่งเป็นตราของข้าไปให้ต้นไม้ดู แล้วบอกมันว่าดูซิ นี่เป็นตราของผู้พิพากษานะ ต้นไม้ก็จะต้องมาแน่นอน"
เด็กหนุ่มนำตราของผู้พิพากษาเดินทางไปไ้ด้สักครู่ใหญ่ ผู้พิพากษาก็ถามตาเฒ่าว่า "นี่ ท่านลองกะดูทีซิว่า เจ้าเด็กหนุ่มไปถึงต้นไม้ใหญ่แล้วหรือยัง?" ตาเฒ่าตอบ "อ้อ...คงจะถึงแล้ว"
เด็กหนุ่มเรียกตัวต้นไม้เป็นพยานไม่ได้ผล จึงกลับไปบอกผู้พิพากษาตามความจริง "ผมเอาตราของท่านให้มันดู แต่มันไม่สนใจอะไรเลยครับท่าน" ผู้พิพากษาตอบ "ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นได้มาแล้วและได้ให้ปากคำต่อหน้าบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว"
ตาเฒ่ารู้สึกตื่นเต้นในขณะนั้น "ใต้เท้าว่าอะไรนะ? ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้มาเลย" "เป็นความจริง มันไม่ได้มาเลย" ผู้พิพากษาประกาศ แล้วกล่าวต่อไปว่า "เมื่อกี้นี้ เราถามท่าน เจ้าหนุ่มไปถึงต้นไม้ใหญ่แล้วหรือยัง?" ท่านก็บอกเราว่า "คงจะถึงแล้ว ถ้าท่านไม่ได้รับเงินจากเจ้าหนุ่มที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ท่านจะต้องถามเราว่า ต้นไม้ต้นไหน? ไกลจากที่นี่มากไหม? คำตอบของท่านเมื่อกี้นี้ จึงพิสูจน์ได้ว่า เด็กหนุ่มพูดความจริง"....ผู้พิพากษาจึงตัดสินให้คืนเงินแก่เด็กหนุ่ม และลงโทษตาเฒ่าอีกด้วย
นิทานจบแล้วค่ะ เห็นไหมคะน้องๆ ว่าการโกงคนอื่นเป็นสิ่งไม่ดี อย่าคิดว่าทำแล้วจะไม่มีใครจับได้นะคะ ถึงไม่มีใครจับได้เราก็ย่อมรู้แก่ใจตัวเองอยู่ดีว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นถูกหรือเปล่า
ผู้แต่ง : พี่อ้อย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : หนังสืออุดมศานต์
ปีที่ 86 เดือน พฤศจิกายน 2549/2006
เด็กหนุ่มได้ไปขอพึ่งความยุติธรรมจากศาล ผู้พิพากษาเรียกตัวผู้เฒ่าไปที่ศาล "เด็กหนุ่มคนนี้ฝากเงินไว้ที่ท่านใช่ไหม?" ตาเฒ่ายืนกราน "ไม่ได้ฝากไว้ ไม่มีเลย" ผู้พิพาษาจึงถามเด็กหนุ่มว่า "เจ้ามีพยานไหม?" เด็กหนุ่มตอบ "ไม่มีครับ" ผู้พิพากษาถามเด็กหนุ่มต่อไป "ขณะที่เจ้าเอาเงินไปฝากไว้กับตาเฒ่านั้น เจ้าสองคนอยู่ที่ไหน?" "เรานั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ครับ" "ทำไมเจ้าบอกว่าไม่มีพยานล่ะ?"...."ต้นไม้ใหญ่เป็นพยานให้เจ้าได้" ผู้พิพากษาพูด
แล้วผู้พิพากษากล่าวเสียงดังว่า "เจ้าจงไปที่ต้นไม้ใหญ่บอกว่าข้าเรียกตัวมาที่ศาล" ตาเฒ่ายิ้มชอบใจ แต่เด็กหนุ่มกลับลังเลใจ กล่าวว่า "ผมกลัวว่าต้นไม้ใหญ่จะไม่ยอมเชื่อหมายศาลของใต้เท้ามากกว่า" ผู้พิพากษาบอกให้วางใจ "เจ้านำแหวน ซึ่งเป็นตราของข้าไปให้ต้นไม้ดู แล้วบอกมันว่าดูซิ นี่เป็นตราของผู้พิพากษานะ ต้นไม้ก็จะต้องมาแน่นอน"
เด็กหนุ่มนำตราของผู้พิพากษาเดินทางไปไ้ด้สักครู่ใหญ่ ผู้พิพากษาก็ถามตาเฒ่าว่า "นี่ ท่านลองกะดูทีซิว่า เจ้าเด็กหนุ่มไปถึงต้นไม้ใหญ่แล้วหรือยัง?" ตาเฒ่าตอบ "อ้อ...คงจะถึงแล้ว"
เด็กหนุ่มเรียกตัวต้นไม้เป็นพยานไม่ได้ผล จึงกลับไปบอกผู้พิพากษาตามความจริง "ผมเอาตราของท่านให้มันดู แต่มันไม่สนใจอะไรเลยครับท่าน" ผู้พิพากษาตอบ "ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นได้มาแล้วและได้ให้ปากคำต่อหน้าบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว"
ตาเฒ่ารู้สึกตื่นเต้นในขณะนั้น "ใต้เท้าว่าอะไรนะ? ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้มาเลย" "เป็นความจริง มันไม่ได้มาเลย" ผู้พิพากษาประกาศ แล้วกล่าวต่อไปว่า "เมื่อกี้นี้ เราถามท่าน เจ้าหนุ่มไปถึงต้นไม้ใหญ่แล้วหรือยัง?" ท่านก็บอกเราว่า "คงจะถึงแล้ว ถ้าท่านไม่ได้รับเงินจากเจ้าหนุ่มที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ท่านจะต้องถามเราว่า ต้นไม้ต้นไหน? ไกลจากที่นี่มากไหม? คำตอบของท่านเมื่อกี้นี้ จึงพิสูจน์ได้ว่า เด็กหนุ่มพูดความจริง"....ผู้พิพากษาจึงตัดสินให้คืนเงินแก่เด็กหนุ่ม และลงโทษตาเฒ่าอีกด้วย
นิทานจบแล้วค่ะ เห็นไหมคะน้องๆ ว่าการโกงคนอื่นเป็นสิ่งไม่ดี อย่าคิดว่าทำแล้วจะไม่มีใครจับได้นะคะ ถึงไม่มีใครจับได้เราก็ย่อมรู้แก่ใจตัวเองอยู่ดีว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นถูกหรือเปล่า
ผู้แต่ง : พี่อ้อย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : หนังสืออุดมศานต์
ปีที่ 86 เดือน พฤศจิกายน 2549/2006
Saturday, August 21, 2010
แม่มดจอมสกปรก
ครั้งหนึ่ง ยังมีแม่มดตนหนึ่งอาศัยอยู่ในห้องเหม็น อับๆ และสกปรกมากๆ ที่ปราสาทแห่งหนึ่ง
วันหนึ่งแม่มดสั่งให้ลูกสมุนของตนไปจับเด็กมาสิบคน เพื่อเป็นส่วนผสมปรุงยา แม่มดบอกว่าเธอต้องการ เด็กที่สกปรกที่สุด ผมยาวรุงรัง หน้าตาเลอะ ไม่ล้างหน้า เล็บมือเล็บเท้าดำ เพราะไม่ยอมตัดเล็บ มีขี้ฟันเยอะๆ เพราะขี้เกียจแปรงฟัน และเด็กที่ไม่ชอบอาบน้ำ
สมุนของแม่มดออกไปเสาะหาเด็กสกปรกโดยปลอมตัวเป็นสาวสวยใจดีเอาขนมไปให้เด็กๆ กิน เด็กๆ สิบคนกินขนมเข้าไป แล้วสมุนแม่มดก็บอกให้เด็กๆ กลับมาเจอกันอีกภายในสองอาทิตย์
เมื่อเด็กๆ กลับไปที่บ้าน แม่ๆ ของเด็กแต่ละคนก็บอกให้เด็กๆ ไปอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้า กินข้าว เด็กๆ หายไปในห้องน้ำแป็บเดียวก็กลับออกมากินข้าว และก่อนเข้านอน แม่ๆ บอกให้ไปแปรงฟัน แต่เด็กๆ ก็ไม่สนใจ
วันแล้ววันเล่า พวกเด็กๆ ทั้ง 10 คน ก็ไม่ยอมอาบน้ำ แปรงฟัน สระผม ปล่อยให้เล็บมือเล็บเท้าดำสกปรก พ่อแม่และผู้ใหญ่ตักเตือนก็ไม่ฟัง
เมื่อครบ 2 อาทิตย์ สมุนของแม่มดก็มาหาเด็กๆ และรับเด็กๆ ให้ไปที่ปราสาทของแม่มดเพราะมีขนมอร่อยๆ อีกมาก แม่มดบอกเด็กๆ ว่าให้เด็กๆ ไปเล่นในห้อง ในห้องนั้นมีขนม และของเล่นมากมาย เด็กๆ เพลิดเพลินกับของเล่นและกินขนมที่มีสีสันสวยงาม จนถูกแม่มดจับขังรวมกันได้อย่างง่ายดาย
เด็กๆ ต่างตกใจกลัว ร้องไห้หาพ่อแม่กันจ้าละหวั่น เสียงร้องไห้ดังออกมานอกปราสาท โชคดีมีนางฟ้าผ่านมาได้ยินเข้าจึงแวะมาดู เด็กๆ รีบเล่าเรื่องให้นางฟ้าฟัง และขอร้องให้นางฟ้าช่วย
นางฟ้าไม่สามารถเสกให้กรงขังหายไป แต่ก็คิดวิธีช่วยเด็กๆ ได้ เธอจึงเสกสระน้ำ พร้อมสบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม และเสื้อผ้าชุดใหม่ ให้เข้าไปอยู่ในกรง แล้วก็จากไป เด็กๆ ทุกคนพยายามอาบน้ำให้สะอาด เมื่อแม่มดกลับมาที่กรงขังได้กลิ่นสบู่หอมของความสะอาดเข้า ก็ถึงกับเข่าอ่อน ในที่สุดก็ล้มลงขาดใจตาย เวทมนตร์ทั้งหลายก็เสื่อมคลายไป สมุนก็ตายตามไปด้วย
พวกเด็กๆ รีบหนีวิ่งกลับบ้านไปหาพ่อแม่ ผู้ปกครอง และสัญญาว่าจะไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าและจะรักษาความสะอาด พ่อแม่และผู้ใหญ่ต่างก็ชื่นชม
ผู้แต่ง : พี่อ้อย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : หนังสืออุดมศานต์
ปีที่ 87 เดือน สิงหาคม 2550/2007
วันหนึ่งแม่มดสั่งให้ลูกสมุนของตนไปจับเด็กมาสิบคน เพื่อเป็นส่วนผสมปรุงยา แม่มดบอกว่าเธอต้องการ เด็กที่สกปรกที่สุด ผมยาวรุงรัง หน้าตาเลอะ ไม่ล้างหน้า เล็บมือเล็บเท้าดำ เพราะไม่ยอมตัดเล็บ มีขี้ฟันเยอะๆ เพราะขี้เกียจแปรงฟัน และเด็กที่ไม่ชอบอาบน้ำ
สมุนของแม่มดออกไปเสาะหาเด็กสกปรกโดยปลอมตัวเป็นสาวสวยใจดีเอาขนมไปให้เด็กๆ กิน เด็กๆ สิบคนกินขนมเข้าไป แล้วสมุนแม่มดก็บอกให้เด็กๆ กลับมาเจอกันอีกภายในสองอาทิตย์
เมื่อเด็กๆ กลับไปที่บ้าน แม่ๆ ของเด็กแต่ละคนก็บอกให้เด็กๆ ไปอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้า กินข้าว เด็กๆ หายไปในห้องน้ำแป็บเดียวก็กลับออกมากินข้าว และก่อนเข้านอน แม่ๆ บอกให้ไปแปรงฟัน แต่เด็กๆ ก็ไม่สนใจ
วันแล้ววันเล่า พวกเด็กๆ ทั้ง 10 คน ก็ไม่ยอมอาบน้ำ แปรงฟัน สระผม ปล่อยให้เล็บมือเล็บเท้าดำสกปรก พ่อแม่และผู้ใหญ่ตักเตือนก็ไม่ฟัง
เมื่อครบ 2 อาทิตย์ สมุนของแม่มดก็มาหาเด็กๆ และรับเด็กๆ ให้ไปที่ปราสาทของแม่มดเพราะมีขนมอร่อยๆ อีกมาก แม่มดบอกเด็กๆ ว่าให้เด็กๆ ไปเล่นในห้อง ในห้องนั้นมีขนม และของเล่นมากมาย เด็กๆ เพลิดเพลินกับของเล่นและกินขนมที่มีสีสันสวยงาม จนถูกแม่มดจับขังรวมกันได้อย่างง่ายดาย
เด็กๆ ต่างตกใจกลัว ร้องไห้หาพ่อแม่กันจ้าละหวั่น เสียงร้องไห้ดังออกมานอกปราสาท โชคดีมีนางฟ้าผ่านมาได้ยินเข้าจึงแวะมาดู เด็กๆ รีบเล่าเรื่องให้นางฟ้าฟัง และขอร้องให้นางฟ้าช่วย
นางฟ้าไม่สามารถเสกให้กรงขังหายไป แต่ก็คิดวิธีช่วยเด็กๆ ได้ เธอจึงเสกสระน้ำ พร้อมสบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม และเสื้อผ้าชุดใหม่ ให้เข้าไปอยู่ในกรง แล้วก็จากไป เด็กๆ ทุกคนพยายามอาบน้ำให้สะอาด เมื่อแม่มดกลับมาที่กรงขังได้กลิ่นสบู่หอมของความสะอาดเข้า ก็ถึงกับเข่าอ่อน ในที่สุดก็ล้มลงขาดใจตาย เวทมนตร์ทั้งหลายก็เสื่อมคลายไป สมุนก็ตายตามไปด้วย
พวกเด็กๆ รีบหนีวิ่งกลับบ้านไปหาพ่อแม่ ผู้ปกครอง และสัญญาว่าจะไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าและจะรักษาความสะอาด พ่อแม่และผู้ใหญ่ต่างก็ชื่นชม
ผู้แต่ง : พี่อ้อย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : หนังสืออุดมศานต์
ปีที่ 87 เดือน สิงหาคม 2550/2007
ดีหรือไม่ดี....ยากที่จะบอก
นานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง พระราชาองค์นี้ มีคนสนิทคนหนึ่งที่พระองค์สนิทมาก และมักจะพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอในทุกๆ ที่ แล้ววันหนึ่ง พระราชาก็ถูกสุนัขตัวหนึ่งกัดนิ้วจนเป็นแผลฉกรรจ์มาก พระราชาจึงถามคนสนิทว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า คนสนิทกลับตอบว่า "ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก"
และในที่สุด พระราชาก็ถูกตัดนิ้ว และพระราชาก็ถามคนสนิทอีกว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า คนสนิทกลับตอบว่า "ดีไม่ดี ยากที่จะบอก" พระราชาโกรธมาก เลยจับคนสนิทขังไว้ในคุก
วันหนึ่ง พระราชาก็ได้เสด็จออกป่าล่าสัตว์ พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก แล้วก็มุ่งเข้าไปในป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็พบว่า พระองค์ได้หลงทางเสียแล้ว แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านั้น พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองในป่าแห่งนั้น คนป่าพวกนั้นต้องการจับพระราชาไปบูชายัญ แต่พวกเขาพบว่าพระราชานิ้วขาด จึงรีบปลดปล่อยพระองค์ เพราะเชื่อว่าพระราชาไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์เลย และไ่ม่เหมาะที่จะนำไปบูชายัญ พระราชาจึงตัดสินใจกลับพระราชวังในที่สุด
และสุดท้าย พระองค์ก็เข้าใจคำพูดของคนสนิทที่บอกว่า "ดีไม่ดี ยากที่จะบอก" เพราะถ้าพระองค์มีนิ้วครบสมบูรณ์ พระองค์ต้องถูกฆ่าโดยคนป่าพวกนั้นอย่างแน่นอน พระราชาจึงสั่งปล่อยคนสนิท และขอโทษเขา แต่พระราชากลับประหลาดใจ เมื่อคนสนิทกลับไม่โกรธพระองค์เลย ในทางตรงข้ามเขากลับบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่ท่านขังข้าไว้ ทำไมงั้นหรือ เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้ ข้าก็ต้องตามท่านไปในป่าและในเมื่อท่านไม่เหมาะจะถูกบูชายัญ ข้าคงจะถูกนำไปบูชายัญแทนเป็นแน่
เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไม่มีการสรุปได้อย่างแน่นอนว่า "ดี หรือ ไม่ดี" บางครั้งสิ่งที่ดี อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย ในขณะที่สิ่งที่เลวร้ายอาจกลายเป็นดีได้ สิ่งดีๆ อะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นกับเรา จงสนุกสนานกับมัน แต่อย่าไปยึดติดกับมัน จงคิดเสียว่ามันเป็นสิ่งที่มาสร้างความประหลาดใจให้กับชีวิตของเรา อะไรต่างๆ ที่มันเลวร้าย ซึ่งเกิดขึ้นกับเรา เราไม่จำเป็นต้องไปเศร้าเสียใจ สุดท้าย มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป ถ้าเราเข้าใจได้อย่างนี้เราอาจจะพบว่า การใช้ชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย
ผู้แต่ง : พี่อ้อย
แหล่งข้อมูลที่มา : หนังสืออุดมศานต์
ปีที่ 86 เดือน กันยายน 2549/2006
และในที่สุด พระราชาก็ถูกตัดนิ้ว และพระราชาก็ถามคนสนิทอีกว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า คนสนิทกลับตอบว่า "ดีไม่ดี ยากที่จะบอก" พระราชาโกรธมาก เลยจับคนสนิทขังไว้ในคุก
วันหนึ่ง พระราชาก็ได้เสด็จออกป่าล่าสัตว์ พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก แล้วก็มุ่งเข้าไปในป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็พบว่า พระองค์ได้หลงทางเสียแล้ว แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านั้น พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองในป่าแห่งนั้น คนป่าพวกนั้นต้องการจับพระราชาไปบูชายัญ แต่พวกเขาพบว่าพระราชานิ้วขาด จึงรีบปลดปล่อยพระองค์ เพราะเชื่อว่าพระราชาไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์เลย และไ่ม่เหมาะที่จะนำไปบูชายัญ พระราชาจึงตัดสินใจกลับพระราชวังในที่สุด
และสุดท้าย พระองค์ก็เข้าใจคำพูดของคนสนิทที่บอกว่า "ดีไม่ดี ยากที่จะบอก" เพราะถ้าพระองค์มีนิ้วครบสมบูรณ์ พระองค์ต้องถูกฆ่าโดยคนป่าพวกนั้นอย่างแน่นอน พระราชาจึงสั่งปล่อยคนสนิท และขอโทษเขา แต่พระราชากลับประหลาดใจ เมื่อคนสนิทกลับไม่โกรธพระองค์เลย ในทางตรงข้ามเขากลับบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่ท่านขังข้าไว้ ทำไมงั้นหรือ เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้ ข้าก็ต้องตามท่านไปในป่าและในเมื่อท่านไม่เหมาะจะถูกบูชายัญ ข้าคงจะถูกนำไปบูชายัญแทนเป็นแน่
เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไม่มีการสรุปได้อย่างแน่นอนว่า "ดี หรือ ไม่ดี" บางครั้งสิ่งที่ดี อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย ในขณะที่สิ่งที่เลวร้ายอาจกลายเป็นดีได้ สิ่งดีๆ อะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นกับเรา จงสนุกสนานกับมัน แต่อย่าไปยึดติดกับมัน จงคิดเสียว่ามันเป็นสิ่งที่มาสร้างความประหลาดใจให้กับชีวิตของเรา อะไรต่างๆ ที่มันเลวร้าย ซึ่งเกิดขึ้นกับเรา เราไม่จำเป็นต้องไปเศร้าเสียใจ สุดท้าย มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป ถ้าเราเข้าใจได้อย่างนี้เราอาจจะพบว่า การใช้ชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย
ผู้แต่ง : พี่อ้อย
แหล่งข้อมูลที่มา : หนังสืออุดมศานต์
ปีที่ 86 เดือน กันยายน 2549/2006
ว่าง่าย
ครั้งหนึ่งมีชาย 2 คนชื่อ จอม กับ จิต เป็นเพื่อนกัน จอมมีเรืออยู่ลำหนึ่ง วันหนึ่งเกิดน้ำท่วม จิตจึงขอนั่งไปกับเรือของจอม โดยจิตนั่งอยู่หัวเรือ ส่วนจอมนั่งอยู่ท้ายเรือ และเป็นคนพายเรือไป
เมื่อพายเรือไปได้สักพักหนึ่ง เรือก็รี่ตรงไปจะชนต้นไม้ จิตตกใจกลัวก็บอกว่า "ซ้ายหน่อยๆ" จอมก็พายงัดเล็กน้อย เรือก็ไม่ชนต้นไม้ พายรอดไปได้
เมื่อพายต่อไปเรือก็ตรงรี่จะไปชนบ้าน จิตเห็นดังนั้นตกใจ ร้องบอกว่า "ขวาหน่อยๆ" จอมก็พายงัดเล็กน้อย เรือก็รอดไปได้โดยไม่ชนบ้าน
จิตเลยเกิดสงสัยจึงถามจอมว่า "นี่เรือทำด้วยอะไรนะถึงว่าง่ายอย่างนี้" "ทำด้วยไม้ตะเคียนนะซิ" จอมตอบ
เมื่อจิตกลับถึงบ้านก็บอกกับครอบครัวว่า "นี่ไม้ตะเคียนนี่ว่าง่ายจัง ฉันอยากจะขุดเรือจากไม้ตะเคียนสักลำ ที่ข้างบ้านเรามีไม้ตะเคียนอยู่ต้นหนึ่ง เดี๋ยวฉันจะไปโค่นมาขุดทำเรือนะ"
คนในครอบครัวก็บอกว่า "มันจะทับบ้านพังนะ" "ไม่ทับหรอก ไม้ตะเคียนมันว่าง่ายจะตาย" จิตรีบอธิบายสรรพคุณของต้นตะเคียน
ว่าแล้วจิตก็คว้าขวานไปฟันต้นตะเคียนทันที ฟันไปๆ จวนจะขาด มันก็ค่อยๆ เอนลงจะทับบ้าน จิตก็ยืนโบกมือร้องตะโกนไปว่า "ซ้ายหน่อยๆ" ต้นตะเคียนก็ล้มโครมลงทับหลังคาบ้านพังไปเรียบร้อย จิตก็บ่นในใจว่า "เอ๊ะ! ต้นตะเคียนบ้านเรานี่ มันทำไมจึงดื้อจัง ไม่เหมือนต้นตะเคียนของจอมเลย ว่าง่ายแท้ๆ"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเข้าใจอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือการหลงเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ จะนำมาซึ่งความหายนะ ฉะนั้น ก่อนที่จะเชื่อสิ่งใด ควรพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ โดยใช้เหตุผล
ผู้แต่ง : พี่อ้อย
แหล่งข้อมูลที่มา : หนังสืออุดมศานต์
ปีที่ 87 เดือน มกราคม 2550/2007
เมื่อพายเรือไปได้สักพักหนึ่ง เรือก็รี่ตรงไปจะชนต้นไม้ จิตตกใจกลัวก็บอกว่า "ซ้ายหน่อยๆ" จอมก็พายงัดเล็กน้อย เรือก็ไม่ชนต้นไม้ พายรอดไปได้
เมื่อพายต่อไปเรือก็ตรงรี่จะไปชนบ้าน จิตเห็นดังนั้นตกใจ ร้องบอกว่า "ขวาหน่อยๆ" จอมก็พายงัดเล็กน้อย เรือก็รอดไปได้โดยไม่ชนบ้าน
จิตเลยเกิดสงสัยจึงถามจอมว่า "นี่เรือทำด้วยอะไรนะถึงว่าง่ายอย่างนี้" "ทำด้วยไม้ตะเคียนนะซิ" จอมตอบ
เมื่อจิตกลับถึงบ้านก็บอกกับครอบครัวว่า "นี่ไม้ตะเคียนนี่ว่าง่ายจัง ฉันอยากจะขุดเรือจากไม้ตะเคียนสักลำ ที่ข้างบ้านเรามีไม้ตะเคียนอยู่ต้นหนึ่ง เดี๋ยวฉันจะไปโค่นมาขุดทำเรือนะ"
คนในครอบครัวก็บอกว่า "มันจะทับบ้านพังนะ" "ไม่ทับหรอก ไม้ตะเคียนมันว่าง่ายจะตาย" จิตรีบอธิบายสรรพคุณของต้นตะเคียน
ว่าแล้วจิตก็คว้าขวานไปฟันต้นตะเคียนทันที ฟันไปๆ จวนจะขาด มันก็ค่อยๆ เอนลงจะทับบ้าน จิตก็ยืนโบกมือร้องตะโกนไปว่า "ซ้ายหน่อยๆ" ต้นตะเคียนก็ล้มโครมลงทับหลังคาบ้านพังไปเรียบร้อย จิตก็บ่นในใจว่า "เอ๊ะ! ต้นตะเคียนบ้านเรานี่ มันทำไมจึงดื้อจัง ไม่เหมือนต้นตะเคียนของจอมเลย ว่าง่ายแท้ๆ"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเข้าใจอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือการหลงเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ จะนำมาซึ่งความหายนะ ฉะนั้น ก่อนที่จะเชื่อสิ่งใด ควรพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ โดยใช้เหตุผล
ผู้แต่ง : พี่อ้อย
แหล่งข้อมูลที่มา : หนังสืออุดมศานต์
ปีที่ 87 เดือน มกราคม 2550/2007
เพื่อน 4 ตัว
ณ ป่าแห่งหนึ่งมี กบ ม้า เต่า และค้างคาว เป็นเพื่อนรักกัน สัตว์ทั้ง 4 ต่างช่วยกันทำมาหากินมาโดยตลอด จนมาวันหนึ่งเจ้าจระเข้ผู้เป็นใหญ่ในบึงประจำป่า จัดงานฉลองครบรอบ 40 ปีที่มันมาอาศัยอยู่ ณ บึงแห่งนี้ สัตว์ทั้ง 4 พากันมาร่วมงาน โดยมี กบ เต่า และค้างคาว ขี่่หลังม้าเพื่อนรักมา เจ้าจระเข้เห็นสัตว์ทั้ง 4 มาร่วมงาน จึงเข้าไปทักทายในฐานะเจ้าภาพ จระเข้เข้าไปทักทายกับเต่า เพราะตนเคยพบกับเต่าหลายครั้งที่ข้างบึงจึงมีความคุ้นเคยมากกว่าสัตว์ตัวอื่ืน
"นี่ เจ้าเต่าน้อย เจ้านี่มัีนโชคดีจริงๆ ที่มีเพื่ีอนแบบนี้ ไปไหนก็คล่องให้เจ้าม้าพาไป จะว่ายน้ำก็ใช้ให้เจ้ากบไปแทน ดึกๆ อยากกินอะไรก็ให้เจ้าค้างคาวบินไปเอาให้ ข้าอยากรู้นัก ทำไมพวกมันจึงยอมให้เจ้าเอาเปรียบขนาดนี้" เจ้าจระเข้กล่าวเหน็บแนม ก่อนจะเดินจากไป
หลังจากเลิกงาน เจ้าเต่านั่งเศร้าด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่ค่อยจะได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนได้เท่าไหร่โดยมีสัตว์อีก 3 ตัวซึ่งนั่งช่วยปลอบว่า "ไม่เป็นไรหรอก ก็เราเพื่อนกันนี่นา แกก็ไม่ได้ตัวหนักซะหน่อย" เจ้าม้าพูด "อืม... ที่ทำไปพวกเราก็เต็มใจทั้งนั้น" เจ้าค้างคาวพูด เจ้าเต่ารู้สึกดีขึ้น
15 ปี ผ่านไป สัตว์ทั้ง 3 เริ่มแก่ตัวลง มีเพียงเจ้าเต่าที่ดูหนุ่มแน่นขึ้นทุกวัน วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้าเต่า ทั้ง 4 ตัวมานั่งคุยกัน เจ้าม้าเป็นผู้เริ่มบทสนทนา
"ข้ามันแก่ตัวลงทุกวัน จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้" เจ้าม้ากล่าวถึงสภาพของตัวเอง
"ข้าก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเจ้าเท่าไหร่หรอก ไม่รู้ว่าข้าจะตายแล้วลูกหลานข้านับร้อยตัวจะเป็นยังไงมั่ง"
เจ้ากบก็พูดในทำนองเดียวกัน
เจ้าค้างคาวพูดบ้าง "เจ้าเต่า พวกเราคงต้องฝากเจ้าแล้วล่ะ พอพวกเราตาย เจ้าต้องคอยดูแลลูกหลานให้พวกเราด้วยนะ"
"ถึงพวกเจ้าไม่บอก ข้าก็ต้องทำ" เจ้าเต่าพูดอย่างมั่นใจ
บางครั้ง "เวลา" จะเป็นเครื่องวัดคุณค่าของคน
ผู้แต่ง : นายวงศกร ใจฮวบ
ชั้น ม. 6/1 โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกมัธยม
แหล่งข้อมูลที่มา: หนังสืออัสสัมชัญสาส์น
ศตวรรษที่ 2 ปีที่ 18 ฉบับที่ 126 เดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม พ.ศ. 2547
"นี่ เจ้าเต่าน้อย เจ้านี่มัีนโชคดีจริงๆ ที่มีเพื่ีอนแบบนี้ ไปไหนก็คล่องให้เจ้าม้าพาไป จะว่ายน้ำก็ใช้ให้เจ้ากบไปแทน ดึกๆ อยากกินอะไรก็ให้เจ้าค้างคาวบินไปเอาให้ ข้าอยากรู้นัก ทำไมพวกมันจึงยอมให้เจ้าเอาเปรียบขนาดนี้" เจ้าจระเข้กล่าวเหน็บแนม ก่อนจะเดินจากไป
หลังจากเลิกงาน เจ้าเต่านั่งเศร้าด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่ค่อยจะได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนได้เท่าไหร่โดยมีสัตว์อีก 3 ตัวซึ่งนั่งช่วยปลอบว่า "ไม่เป็นไรหรอก ก็เราเพื่อนกันนี่นา แกก็ไม่ได้ตัวหนักซะหน่อย" เจ้าม้าพูด "อืม... ที่ทำไปพวกเราก็เต็มใจทั้งนั้น" เจ้าค้างคาวพูด เจ้าเต่ารู้สึกดีขึ้น
15 ปี ผ่านไป สัตว์ทั้ง 3 เริ่มแก่ตัวลง มีเพียงเจ้าเต่าที่ดูหนุ่มแน่นขึ้นทุกวัน วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้าเต่า ทั้ง 4 ตัวมานั่งคุยกัน เจ้าม้าเป็นผู้เริ่มบทสนทนา
"ข้ามันแก่ตัวลงทุกวัน จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้" เจ้าม้ากล่าวถึงสภาพของตัวเอง
"ข้าก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเจ้าเท่าไหร่หรอก ไม่รู้ว่าข้าจะตายแล้วลูกหลานข้านับร้อยตัวจะเป็นยังไงมั่ง"
เจ้ากบก็พูดในทำนองเดียวกัน
เจ้าค้างคาวพูดบ้าง "เจ้าเต่า พวกเราคงต้องฝากเจ้าแล้วล่ะ พอพวกเราตาย เจ้าต้องคอยดูแลลูกหลานให้พวกเราด้วยนะ"
"ถึงพวกเจ้าไม่บอก ข้าก็ต้องทำ" เจ้าเต่าพูดอย่างมั่นใจ
บางครั้ง "เวลา" จะเป็นเครื่องวัดคุณค่าของคน
ผู้แต่ง : นายวงศกร ใจฮวบ
ชั้น ม. 6/1 โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกมัธยม
แหล่งข้อมูลที่มา: หนังสืออัสสัมชัญสาส์น
ศตวรรษที่ 2 ปีที่ 18 ฉบับที่ 126 เดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม พ.ศ. 2547
Subscribe to:
Posts (Atom)