Tuesday, October 23, 2012

ล่อละครสัตว์


โม่..เป็น ล่อที่โดดเดี่ยว แม้ว่ามันจะอาศัยอยู่ในฟาร์มที่มีม้าและลาหลายตัว แต่ไม่มีใครเล่นกับโม่เลย โม่เป็นล่อ ครึ่งม้าครึ่งลา เมื่อไรที่มันพยายามจะเข้าไปเล่นกับม้า ม้าก็จะไล่

เธอไม่ต้องมาเล่นกับพวกเรา เพราะเธอไม่ใช่ม้า

โม่พยายามไปเล่นชักเย่อกับลา โม่ก็จะดึงแรงจนลาก้นกระแทก ลาก็จะไล่อีก  

เธอมันตัวใหญ่เกินกว่าจะมาเล่นกับพวกเรา

โม่เดินหางตกหูตก น้ำตาไหลอาบแก้ม หลบไปนั่งพักอยู่ตัวเดียว

เฮ้...ดูซิ ใครพยายามทำให้ฉันจมน้ำ 
คิด..จิ้งหรีดตัวใหญ่สีดำโวยวาย เมื่อน้ำตาของโม่หยดใส่หัวคิด

ขอโทษจ้ะ ฉันเห็นเธอจริงๆโม่บอก  
ทำไมหูเธอตกแบบนี้ล่ะ เกิดอะไรขึ้นหรือคิดสงสัย
ม้าเขาไม่ยอมเล่นกับฉัน เพราะฉันครึ่งหนึ่งเป็นลา ส่วนลาก็ไม่ยอมเล่นกับฉัน เพราะครึ่งหนึ่งของฉันเป็นม้า ฉันครึ่งม้าครึ่งลา ฉันไม่ได้เป็นทั้งม้าและลา โม่เล่าให้คิดฟัง
โอ้...แน่นอน เพราะเธอคือล่อ เธอไม่จำเป็นที่จะต้องเป็ฯม้าหรือเป็นลาเลย คิดปลอบใจโม่ 

หลังจากนั้น เมื่อโม่เห็นม้ากระโดดเต้นรำ โม่ก็มาลองหัดเต้นด้วยตัวเองบ้าง โม่สามารถยกขาหน้าทั้งสอง โดยใช้ขาหลังยืนแทน ม้ามาเห็นโม่จึงบอกโม่ว่า 

อย่าพยายามทำให้เหมือนม้าเลย เพราะหูเธอยาวเกินไป  

แต่โม่ไม่สนใจ มันพยายามเต้นท่าต่างๆ มากขึ้น

วันหนึ่งรถของคณะละครสัตว์เข้ามาในฟาร์ม เจ้าของคณะละครสัตว์ต้องการมาคิดเลือกม้าหรือลาที่ดีที่สุดเพื่อแสดงร่วมกับคณะละครสัตว

บรรดาม้าและลาต่างตื่นเต้น ทุกตัวอยากได้รับการคัดเลือก ม้าและลาแสดงวิ่ง เต้นรอบๆ สนาม พยายามชูคอให้สูง หางกวัดแกว่งไปมาอย่างมีจังหวะ

โม่เฝ้าดูอยู่ข้างๆ โม่ไม่รู้ว่าคณะละครสัตว์ไม่ได้ต้องการล่อ ซึ่งโม่ก็ไม่ได้สนใจ ในที่สุดถึงคราวที่ม้าจะต้องวิ่งข้ามเครื่องกีดขวาง ม้ามัวแต่หันหลังไปดูโม่ด้วยท่าอวดเก่ง โดยที่ไม่ได้มองเครื่องกีดขวางข้างหน้า ม้าหน้าคะมำตกลงไปในโคลน และลุกไม่ขึ้น โม่ใช้ปากดึงหางม้าขึ้นจากโคลน ด้วยความยากลำบาก ในที่สุดม้าก็ปลอดภัย

ขอบใจนะโม่
ม้าพูดงึมงำ ก่อนที่จะไปแอบหลังโรงนา

จ้าของคณะละครสัตว์เห็นเหตุการณ์โดยตลอด จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาคิดว่าใครเหมาะสมที่สุด 
 
เธออยากเข้าร่วมคณะละครสัตว์กับเราไหมเขาหันไปถามโม่

แน่นอนโม่ตอบอย่างมีความสุข

คติสอนใจ เมื่อใครๆ หัวเราะความปรารถนาของเรา อย่าสนใจ เพราะทุกสิ่งทุดอย่างเป็นไปได้เสมอ” 

เค้าโครงเรื่องจากนิทานนานาชาติ
แปลและเรียบเรียงโดย"ป้าฉอ"
แหล่งที่มา  www.kidddelight.com

Monday, October 22, 2012

ลาอยากร้องเพลง



จักจั่นมักจะส่งเสียงร้องเพลงอย่างไพเราะตลอดเวลา 

ลาจึงถามจักจั่นว่า "เพื่อนเอ๋ย เจ้ากินอะไรหรือ จึงมีเสียงที่ไพเราะนัก" 
จักจั่นยิ้มเเล้วตอบว่า "อ๋อ อาหารของข้าก็คือน้ำค้างไงล่ะ" 

ลาจึงเข้าใจว่าเพราะจักจั่นกินเเต่น้ำค้างอย่างเดียวจึงได้มีเสียงไพเราะ เช่นนั้น ถ้าตนลองกินน้ำค้างบ้าง ก็คงจะร้องเพลงได้ไพเราะอย่างจักจั่น

ตั้งเเต่วันนั้นลาก็กินเเต่น้ำค้าง ไม่กินหญ้าที่เป็นอาหารของตน ไม่ช้าไม่นานนัก ลาก็ตายไปเพราะความหิวโหย 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า    
สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้อื่นอาจเป็นสิ่งที่เเย่ที่สุดสำหรับเรา 

แหล่งที่มา   www.tinyzone.tv

Wednesday, October 17, 2012

นายพรานกับผู้ขมังธนู


    กาลครั้งหนึ่งในป่าอันเป็น ที่อยู่ของบรรดาสรรพสัตว์ ได้มีพรานป่าผู้ขมังธนูคนหนึ่งเข้ามาล่าสัตว์ ทำให้สัตว์ทั้งหลายพากันเตลิดหนีไปด้วยความตกใจกลัว ยกเว้นพญาราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่าตัวเดียวเท่านั้นที่ใจกล้า ไม่ยอมหนี ทำท่าจะกระโจนเข้าต่อสู้กับนายพราน

    "ช้าก่อน" นายพรานร้องห้าม "ข้าจะส่งทูตไปเจรจากับเจ้า"

    นายพรานยิงลูกศรไปถูกชาย โครงของราชสีห์ ผู้เป็นเจ้าป่ารู้สึกเจ็บปวดส่งเสียงร้องโหยหวนแล้ววิ่งเตลิดเข้าไปในดงไม้ ทึบ เมื่อหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเห็นเจ้าป่าวิ่งเตลิดหนีมาจึงรีบเข้าไปสอบถาม

    "ข้าเห็นท่านกำลังจะต่อสู้กับนายพรานไม่ใช่หรือ แล้วเหตุไฉนจึงหนีมา ทำไมไม่ขับไล่ศัตรูของพวกเราออกไปจากป่า"

    "เจ้าอย่ามายุซะให้ยากเลย" ราชสีห์ตอบด้วยความครั่นคร้าม "แค่ทูตของมันยังทำให้ข้าต้องเจ็บปวดถึงเพียงนี้ แล้วผู้เป็นเจ้านายของทูตจะมีฤทธิ์ขนาดไหน"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....
ผู้โง่เขลาย่อมไม่สามารถพิจารณาแยกแยะว่าสิ่งใดคือเรื่องจริง และสิ่งใดคือกลลวง

แหล่งที่มา   www.momyweb.com

 

Saturday, October 13, 2012

นิทาน หนูน้อยนิด



          กาลครั้งหนึ่ง ยังมีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เด็กหญิงคนนี้ตัวเล็กมาก เล็กจนยืนบนใบไม้และลอยเล่นในสระน้ำได้ เธอมีชื่อว่า "หนูน้อยนิด" หนูน้อยนิดมีหน้าตาน่ารัก กิริยาดี และชอบเล่นอยู่ในสวนตลอดวัน

          พอถึงเวลากลางคืน หนูน้อยนิดจะลงไปนอนในเปลือกถั่ว ใช้กลีบกุหลาบทำเป็นผ้าห่ม คืนหนึ่ง ขณะที่หนู่น้อยนิดกำลังหลับ แม่กบตัวหนึ่งเดินมาพบ "แหม ช่างน่ารักจริง ๆ" แม่กบพูด ฉันจะพาหนูไปหาลูกชายของฉัน แม่กบตรงเข้าอุ้มหนูน้อยนิด พาไปบ้านของแม่กบ พอรุ่งเช้าหนูน้อยนิดตื่นขึ้นมาเห็นแม่กบและลูกชายอยู่ใกล้ ๆ ลูกชายของแม่กบพูดว่า "เธออยู่กับฉันที่นี่นะ" หนูนิดร้องไห้ อ้อนวอนว่า "ฉันอยากกลับบ้าน" ปลาที่อยู่ในน้ำได้ยินเสียงอ้อนวอน ของหนูนิดก็สงสาร จึงช่วยกันกัดก้านบัวจนขาด แล้วให้ผีเสื้อตัวหนึ่ง ลากจูงใบบัวพาหนูน้อยนิดหนีไป

          แล้วจู่ ๆ ก็มีแมลงตัวใหญ่ตัวหนึ่ง โฉบเอาหนูน้อยนิดขึ้นจากใบบัว พาหนูน้อยนิดบินไปในป่า ที่นั่นมีแมลงอยู่มากมาย "แปลกจริง" แมลงพูด ทำไมเธอมีขา 2 ขา ไม่ใช่หกขาอย่างพวกเรา ปีกก็ไม่มี แล้วพวกแมลงก็พากันบินหนีไปหมด หนูน้อยนิดต้องเดินอยู่ในป่าตามลำพัง

          บังเอิญพบหนูนาใจดี หนูนาสงสาร จึงพูดกับหนูน้อยนิดว่า "เธอไปอยู่กับฉันที่บ้านเถอะนะ" หนูนาชอบหนูน้อยนิด เพราะหนูน้อยนิดอ่านนิทานสนุก ๆ ให้หนูนาฟัง หนูนามีเพื่อนตัวหนึ่งชื่อ "อ้นใหญ่" บ้านของอ้นอยู่ใต้ดิน อันใหญ่สวยมาก หนูนาจึงอยากให้หนูน้อยนิดแต่งงานด้วย

          วันหนึ่ง อ้นจัดงานขึ้นที่บ้าน จึงเชิญหนูนา กับหนูน้อยนิดไปด้วย ในขณะที่กำลังเดินทางไปบ้านของอ้น หนูน้อยนิดพบนกนางแอ่น ซึ่งบินหนีอากาศหนาวจากทางเหนือ หนูน้อยนิดได้ช่วยเหลือนกนางแอ่น ให้ได้ที่อาศัย และอาหาร จนนกนางแอ่นแข็งแรง

          เมื่อถึงวันที่หนูน้อยนิดจะต้องแต่งงานกับอ้นใหญ่ หนูน้อนนิดรู้สึกเศร้าใจ ที่จะต้องไปอยู่ใต้ดินที่แสนมืด จึงออกมายืนเศร้าอยู่ ครู่หนึ่ง ก็มีนกนางแอ่นบินโฉบเข้ามาหา แล้วพูดว่า "ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบอยู่ใต้ดิน" ฉันจะพาเธอบินไปทางใต้ นกนางแอ่นพาหนูน้อยนิดบินผ่านป่า ภูเขา มีดอกไม้ดอกใหญ่ดอกหนึ่ง ตรงกลางดอกมีเจ้าชายรูปงามยืนอยู่ นกนางแอ่นปล่อยหนูน้อยนิด ให้ลงยืนใกล้ ๆ เจ้าชาย

          เจ้าชายทรงสวมมงกุฎลงบนศีรษะของหนูน้อยนิด และแต่งตั้งให้หนูน้อยนิด เป็น "เจ้าหญิงกลีบดอกไม้" ติดปีกบาง ๆ ใสแจ๋ว ให้ที่หลัง หนูน้อยนิดจึงสามารถบินไปกับเจ้าชาย เที่ยวชมดอกไม้ในที่ต่าง ๆ ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

แหล่งที่มา  กระปุกดอทคอม 
ภาพ           www.bloggang.com

 

Friday, October 5, 2012

นก วัวและแมว


เช้าวันนั้นอากาศหนาวเย็นสุดๆ เสียงลมพัดอู้ข้ามท้องทุ่งโล่ง พัดเอาเปลือกและใบข้าวโพดหมุนเคว้งคว้างไปมา ในขณะที่ลมกระโชกเสียงหวีดดังและกระแทกประตูโรงนาดัง..กึงกัง..กึงกัง..  นกน้อยตัวหนึ่งต่อสู้อย่างสิ้นหวังที่จะบินข้ามทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และตกลงใกล้ๆโรงนานั้น

ตัวนกน้อยนั้น..เปียกปอนสกปรก เพื่อจะข้ามทุ่งหญ้าไปยังรังของมันให้ได้ มันได้พยายามบินขึ้นและตกลงมาแล้วหลายครั้ง  นกน้อยเหน็บหนาวและสิ้นเรี่ยวแรง..รู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจตาย

วัวตัวหนึ่งอยู่ใกล้ๆ จ้องมองที่นกน้อยและเคลื่อนตัวหันก้นของมันมาทางนก ในขณะที่ปากเคี้ยวเอื้อง..หยับ..หยับ..อยู่   ในขณะที่นกกำลังหวาดกลัวสุดขีด กลัวว่าจะถูกวัวเหยียบ  วัวก็ถ่ายมูลก้อนเบ้อเริ่มลงบนตัวนก
ในตอนแรก นกน้อยสุดจะ เซ็งหดหู่และสิ้นหวัง  มันโกรธแค้นวัวเป็นที่สุด..ที่ทำเหมือน..ซ้ำเติมให้ยิ่งทุกข์ยาก  มันพยายามต่อสู้ดิ้นรนที่จะให้หลุดออกมาจากกองขี้วัว  แต่เพียงครู่เดียวก็เริ่มรู้สึกว่า มันไม่รู้สึกหนาวอีกต่อไปแล้ว  ขี้ที่เพิ่งออกจากตัววัว มีความร้อนพอจะทำให้ร่างกายของเจ้านกน้อยที่น่าสงสารอบอุ่นขึ้น
 
นกน้อย ที่คิดว่าตัวเองกำลังจะตายไปแล้วด้วยสภาพอากาศอันเลวร้าย กำลังจะรอดชีวิตด้วยขี้วัวโสโครกที่ไม่ทราบเลยว่าตกลงบนตัวของมันด้วยเจตนาของวัวหรือไม่?

เจ้านกรู้สึกเป็นสุขเหลือเกิน เหมือนตายแล้วเกิดใหม่  เมื่อกระแสลมสงบลง มันจึงโผล่หัวออกมาจากกองขี้วัว  และเริ่มต้นร้องเพลงด้วยความลิงโลดใจ


โชคร้ายที่แมวในโรงนานั้นได้ยินเสียงเพลง  จึงคาบเอานกออกมาจากกองขี้วัวและกินเสีย
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ที่นำความยากลำบากมาให้อาจไม่ใช่ เพื่อทำร้ายเรา ส่วนผู้ที่นำเราออกจาก ความยากลำบากก็อาจไม่ใช่ เพื่อที่จะช่วยเรา และเมื่อได้ลิ้มรส ความสุข ก็อย่าด่วนลิงโลดใจจนเกินไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง   www.kwamru.com