Saturday, August 18, 2012

ลมและพระอาทิตย์


วันหนึ่ง ลมและพระอาทิตย์ถกเถียงกันว่าใครจะคือผู้ที่มีพลังแข็งแกร่ง น่าเชื่อถือมากกว่ากัน ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันว่าจะใช้วิธีตัดสินโดยการทดสอบให้เห็นชัดว่า หากผู้ใดสามารถทำให้นักเดินทางที่เดินทางผ่านมาผู้หนึ่ง ถอดเสื้อผ้าที่สวมใส่ออก จากตัวของเขาได้ เมื่อนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะ....

 ลมเป็นฝ่ายเริ่มแสดงก่อน มันได้รวบรวมพลังที่มีอยู่ทั้งหมด เป่าลมที่มีความเย็นรุนแรงและโหดร้ายโหมกระหน่ำ เข้าปะทะร่างของนักเดินทางผู้นั้นอย่างแรง นักเดินทางรีบกระชับเสื้อคลุม ที่เขาสวมใส่ให้แนบตัวอย่างแนบแน่นเพื่อไม่ให้มันสะบัดไปได้ตามแรงของลม

จากนั้น พระอาทิตย์ก็เริ่มฉายแสงอันเจิดจ้า แสงอาทิตย์ที่ร้อนแรง ขับไล่เมฆ และความหนาวเย็น ไปจนหมดสิ้น นักเดินทางผู้นั้น รู้สึกเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงจ้า มากขึ้น...มากขึ้น ด้วยความร้อนเขาก็เดินต่อไปไม่ไหวเสียแล้ว และ ด้วยความเหนื่อยอ่อนเขาได้ถอดเสื้อคลุมของเขาออกและขว้างทิ้งลงไปที่พื้น จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งด้วยความอ่อนเพลียเพราะเหงื่อที่ไหลออกมาจนเปียกชุ่มไปทั้งตัว

และเมื่อเขามองไปเห็นแม่น้ำและด้วยร้อนจนสุดที่จะทนทานได้ ชายผู้นั้นจึงถอดเสื้อผ้าที่เขายังมีหลงเหลืออยู่ออกทั้ง หมดแล้วกระโดดลงไปในแม่น้ำ เพื่อหวังที่จะช่วยให้ผ่อนคลายความร้อน...ดังนั้นพระอาทิตย์จึงเป็นฝ่ายชนะในการแข่งขัน ครั้งนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 
ทำอะไร ควรใช้หตุผล มากกว่าใช้กำลัง   หรือ   
                                                                                   การโน้มน้าว ย่อมได้ผลดีกว่า การบังคับข่มขู่

Tuesday, August 14, 2012

ความสุขของกะทิ ตอน บนโลกใบเล็ก ..


หลังจากที่กะทิเลือกที่จะไม่ส่งจดหมายถึงพ่อ.. ทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติ (ในความคิดของกะทิ)
 
กะทิยังอยู่ที่บ้านริมคลองกับตาและยาย มีน้าฎา น้ากันต์ ลุงตอง และทุกๆคนอยู่รอบกาย
คอยเติมส่วนที่ขาดหายไปในหัวใจอยู่ไม่ให้แหว่ง  เว้นเสียก็แต่ พี่ทองของกะทิที่ได้ทุนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น

แต่แล้วกะทิก็ต้องตัดสินใจอีกครั้งเมื่อได้รับจดหมายจากพ่อ ...
พ่อส่งจดหมายหากะทิเพราะต้องการให้กะทิไปช่วยน้อง (คนละแม่) ที่ป่วยเป็นโรค
กะทิตัดสินใจที่จะช่วยน้อง แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเด็กดีเสมอไป
ความเจ็บปวดเสียใจเริ่มเกิดกับกะทิอีกครั้งหนึ่ง .. ไม่มีใครโทษใคร .. แต่กะทิโทษตัวเอง
แต่โชคดีเหลือเกิน.. ประจวบกับกะทิได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ที่โรงเรียนใหม่ เพื่อนใหม่
สังคมใหม่ ทำให้กะทิลืมเรื่องเศร้าไปได้บ้าง

แล้ววันที่กะทิเฝ้ารอคอยก็มาถึง พ่อมาหากะทิที่บ้านกลางเมืองของแม่
เป็นวันที่กะทิได้รู้ความจริงที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทำไมแม่ถึงหนีมา ทำไมพ่อไม่เคยติดต่อกลับ
คำถามทุกคำถามในใจของกะทิมีคำตอบแล้ว... คำตอบที่เติมช่องว่างเล็กๆ ของกะทิให้เต็มดวง
 
โลกใบเล็กของกะทิ คือ โลกที่มีความสุขได้จากสิ่งรอบๆตัว ..ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ มีมากมาย
พรั่งพร้อมทุกอย่าง กะทิมีความสุขเพราะใจของกะทิเอง..

ผู้เขียนทิ้งท้ายก่อนจบบริบูรณ์ว่า ... กะทิเชื่อว่าทุกคนมีโลกใบเล็กของตัวเอง
การใช้ชีวิตให้มีความสุขใจนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ โลกใบเล็กหลายๆใบรวมกันเป็นโลกใบใหญ่ หากล้วนมีความสุขก็คุ้มค่าเกินกว่าสิ่งใด



Sunday, August 12, 2012

กระต่ายกับเต่า


วันหนึ่ง  กระต่ายตัวหนึ่งยิ้มเยาะเต่าว่าเท้าสั้นเดินช้า  เต่าหัวเราะแล้วตอบว่า  ถึงท่านเร็วเหมือนกับลม  ถ้าวิ่งแข่งขันข้าพเจ้าจะเอาชนะท่านได้  กระต่ายเห็นว่าเต่าจะไม่วิ่งเร็วได้เหมือนดั่งที่เต่าอวดตัว  ก็รับสัญญาจะแข่งกัน แล้วนัดกันว่า จะให้สุนัขจิ้งจอกเป็นผู้เลือกทาง  แลกำหนดที่แพ้ชนะ  ครั้นถึงวันกำหนด  กระต่ายกับเต่าก็ออกเดินพร้อมกัน  เต่านั้นเดินไม่ได้หยุดสักอึดใจเดียว  ถึงก้าวช้า  แต่ฝีเท้าเสมอตรงไปจนถึงที่สุดทาง  กระต่ายนั้นเชื่อความเร็วแห่งธรรมดาของตัว  ก็ไม่สู้จะเอาใจใส่ในการที่จะแข่งขัน  ไปหน่อยนึงก็ฟุบตัวลงนอนเสียข้างทางก็เลยหลับไป  ครั้นตื่นขึ้น คิดขึ้นได้ วิ่งไปโดยเร็วเต็มกำลัง  เมื่อถึงที่หยุดก็เห็นเต่าอยู่ที่นั้นก่อนนานแล้ว

 

เชื่อเร็วแรงเรี่ยวทั้ง        เชาวน์ชาญ  เชี่ยวแฮ

แม้นประมาทมละการ     ก็ล้า

โฉดช้าอุตส่าห์หาญ        ห่อนหยุด ยั้งเฮย

ดังเต่ากระต่ายท้า          แข่งช้าชนะเร็ว

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  :  ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จ อยู่ที่นั่น

Sunday, May 6, 2012

สิงโตกับหมูป่า


อากาศที่ร้อนจัดของวันหนึ่งในฤดูร้อน ทำให้สัตว์ทั้งหลายรู้สึกกระหายน้ำไปตาม ๆ กัน สิงโตตัวนี้ก็เช่นกัน มันกำลังเดินออกไปหาน้ำดื่ม สิงโตเดินตรงไปยังบ่อน้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก เวลานั้นมีหมูป่าที่กำลังหิวน้ำตัวหนึ่งเดินตรงมาที่บ่อน้ำแห่งนี้ ด้วยเช่นกัน สิงโตและหมูป่าจึงประจันหน้ากันที่ข้างบ่อน้ำนั้น ทั้งคู่ต่างต้องการที่จะเป็นผู้ที่ได้ดื่มน้ำก่อน จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้นสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างพากันวิ่งหนีอย่างอลหม่าน

สิงโตและหมูป่า ต่างก็ต่อสู้กันอย่างไม่ลดละจนหมดเรี่ยวแรงด้วยกันทั้งคู่ และก่อนที่พวกมันจะลงมือต่อสู้กันอีก ทั้งสองก็เหลือบไปเห็นนกแร้งกลุ่มหนึ่งกำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้ และพากันจ้องมองมายังพวกมันอยู่ 

สิงโตจึงหันมาพูดกับหมูป่าว่า "ข้าว่าเราเลิกต่อสู้กันเถอะ" "เพราะไม่เช่นนั้น เราทั้งสองอาจกลายเป็นอาหารของเจ้าแร้งพวกนั้นได้" หมูป่าเห็นด้วยจึงตอบตกลงในทันที 

จากนั้นสิงโตก็บอกให้หมูป่าดื่มน้ำก่อน และเมื่อทั้งคู่ดื่มน้ำจนพอใจแล้ว จึงแยกจากไปด้วยดี

 
โดย : คุณครูเบญจมาศ อยู่เชื้อ
โรงเรียนศรีนคร อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย
แหล่งที่มา  กระปุกดอทคอม

Saturday, August 6, 2011

กบฟุ้งซ่าน



กบ ตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัดทุกเช้ามันเฝ้าดูพระออกบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด พอพระกลับมาถึงวัดเพื่อฉันอาหารเช้า…กบตัวเดิมนึกในใจ อยากเกิดเป็น พระ มีคนถวายอาหารให้กินทุกวันเมื่อพระฉันเสร็จก็นำอาหาร ที่เหลือมากมายนั้นไปให้เด็กวัดกินต่อ


แล้วเด็กวัดก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อยตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็น เด็กวัดแล้ว สบายกว่าพระ หลายคนตื่นสายได้ และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ เมื่อเด็กวัดกินกันเสร็จก็โกยอาหารที่เหลือทั้งหมดให ้หมาวัดไปกินแล้ว จากนั้นก็ช่วยกันล้างจาน   


ถึงตอนนี้ เจ้ากบก็เปลี่ยนใจ… อยากเกิดเป็น หมาวัด แล้ว  เพราะ ไม่ต้องล้างจานเหมือนเด็กวัด พอหมาวัดกินอาหารเสร็จก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าบริเวณ วัดคอยเห่าคนแปลกหน้า 


ฝูงแมลงวันก็บินมาตอม แทะเล็มอาหารต่อจากหมาวัด กบเปลี่ยนใจอีกแล้ว อยากเกิดเป็น แมลงวัน สบายที่สุด ไม่ต้องทำอะไรเลย หนำซ้ำ ยังมีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย
 
ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลินๆ อยู่นั้นพอดีหันมาเห็น แมลงวัน บินมาใกล้ๆ จึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวันเข้าปากตัวเองโดยสัญชาตญาณ ถึงตอนนี้ ….กบฟุ้งซ่านจึงบรรลุธรรมฉับพลัน!! คิดได้ว่า เอ้อ! เป็นตัวของเราเองนี้แหละ ดีที่สุดเลย



แหล่งที่มา :  http://kmblog.rmutp.ac.th



ความคิดเห็น :  ใช่แล้ว เป็นตัวของเราเองดีที่สุดแล้ว .. และก้อพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยุ่และเป็นอยุ่ แค่นี้ก้อสุขใจเกินพอแล้ว...

Saturday, June 25, 2011

คนจนที่แท้จริง

ในสมัยโบราณ ที่ประเทศอินเดีย มหาเศรษฐีคนหนึ่งมีศรัืทธาอยากจะออกบวช อุทิศกายใจเพื่อการปฎิบัติภาวนา แต่เขาจำเป็นต้องจัดการเรื่องทรัพย์สมบัติที่มีอยู่มากมายให้เรียบร้อยเสีย ก่อน จึงจะออกบวชได้อย่างหมดห่วง ปัญหาอยู่ที่ว่าเขาไม่มีครอบครัว พี่น้องหรือลูกหลานเลย ฉะนั้นใครจะเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่เขาสมควรจะยกสมบัติให้ เขาคิดๆๆ จนหาคำตอบได้ว่า เขาจะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้แ่ก่คนที่จนที่สุดในอินเดีย แต่บุคคลนั้นจะเป็นใครเล่า

ท่านเศรษฐีประกาศกับเพื่อนฝูงว่า เขาจะออกธุดงค์สักหนึ่งปี ไปให้ทั่วอินเดีย เพื่อค้นหาคนที่จนที่สุด โดยไปแบบคนธรรมดา ไม่ให้ใครรู้ว่าเขาเป็นมหาเศรษฐี ว่าแล้วเขาก็ออกเดินทางและหายตัวไปจากวงการเศรษฐีเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม เมื่อเขากลับมา เพื่อนๆ ถามด้วยความตื่นเต้นว่า ใครคือคนยากจนที่สุดในอินเดียที่จะโชคดีได้รับทรัพย์สมบัติจากเขา คำตอบของท่านเศรษฐีทำเอาเืพื่อนๆ ทุกคนอ้าปากหวอด้วยความงงงวยเป็นที่สุดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร...


"ระหว่างเดินทางผมพบผุ้คนมากมาย ผมพยายามหาคนที่จนที่สุด ผมพบชาวบ้านในกระต๊อบเล็กๆ กลางทุ่งนา เขาเชิญผมไปพักในบ้าน ผมเห็นเขาอยู่อย่างพอเพียง แม้จะจนเงินทอง แต่เขาก็พออยู่พอกิน มีเมตตาต่อกัน เคารพและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พวกเขาอยู่กันอย่างมีความสุข ผมเลยต้องสรุปว่า คนอย่างนี้ไม่จนแน่"


"ทีนี้ผมก็คิดต่อ จะเอาอะไรเป็นเครื่องตัดสินความจน พิจารณาแล้วผมเห็นว่าคนที่รู้สึกว่าขาดที่สุด คนที่ไม่พอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่ น่าจะถือได้ว่าคนชนิดนั้นเป็นคนที่จน จากนั้นผมก็คิดถึงมหาราชาของเรา ท่านเรียกเก็บภาษีพวกเราเพิ่มขึ้นทุกปีไม่เคยพอซักที แล้วยังชอบทำสงครามขยายอาณาจักรอยู่ตลอดเวลา ผมจึงสรุปว่า มหาราชาเป็นผู้ที่มีเท่าไรก็ไม่รู้จัดพอ ฉะนั้นท่านนั่นแหละเป็นบุคคลที่จนที่สุดในชมพูทวีป ผมจึงตัดสินใจยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ท่าน"


แหล่งข้อมูลอ้างอิง :  หนังสือ "เรื่องท่านเล่า"
ผู้แต่ง                  :  คุณศรีวรา อิสสระ


โดย                    :  มิสนงลักษณ์ สีนิลแท้
หนังสือ                :  อัสสัมชัญสาส์น
                             ศตวรรษที่ 2 ปีที่ 26 ฉบับที่ 144
                             เืดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน พ.ศ. 2554

Thursday, March 3, 2011

ดอกบัวน้อย

มีเด็กคนหนึ่งชื่อว่าเด็กหญิงดอกบัว ชื่อของเธอตั้งตามชื่อดอกไม้ที่สวยงามชนิดหนึ่ง แต่ดอกบัวไม่เคยรู้สึกเลยว่าเธอนั้นสวยงาม ดอกบัวอยากที่จะสวยเหมือนชื่อของเธออย่างยิ่ง เธอตัวโตและสูงสง่า เธออยากมีแก้มสีแดงเปล่งปลั่งและอยากให้คนรอบข้างชื่นชมในตัวเธอ

แต่ในความเป็นจริง ดอกบัวสกปรกมอมแมมไปด้วยดินและโคลน เด็กบางคนเรียกเธอว่า เจ้าผอมแห้งแรงน้อย ท้องเธอปวดเพราะความหิว ใจของเธอนั้นแสนจะหนักอึ้ง

แต่แล้ววันหนึ่ง ดอกบัวได้ยินว่ามีคนที่อยู่แสนไกล ต้องการให้การอุปการะเธอ ดอกบัวไม่รู้จริงๆ ว่า การอุปการะหมายถึงอะไร

หลายเดือนต่อมา ดอกบัวพบว่าเธอมีอาหารรับประทานอิ่มท้อง เธอมีน้ำสะอาดให้ดื่มให้ใช่อย่างยิ่ง

เธอมีชุดนักเรียนใหม่ มีรองเท้าใหม่ และมีสมุดหนังสือให้เธอใช้ เวลาไปโรงเรน

หลายปีผ่านไป ดอกบัวตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี จนกระทั่งเธอเรียนจบการศึกษา

ในโอกาสพิเศษนี้ คุณครูประจำชั้น จึงได้ถ่ายรูปนักเรียนทุกคนไว้

ดอกบัวยืนอยู่แถวด้านหลัง ในรูปเธอเติบโตเป็นเด็กสาวแก้มแดง ที่มีสุขภาพดีและมีความสุข

มีดวงตาที่สดใส และใจที่เบาสบาย

ความฝันของดอกบัว ... เป็นจริงแล้ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง :   มูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี.ซี. ในประเทศไทย
                                   ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพรเทพรัตนราชสดาฯ