Friday, October 1, 2010

คนเรียนหนังสือเป็นคน

สมัยก่อนไม่มีโรงเรียน เด็กผู้ชายเรียนหนังสือกับพระที่วัด เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือที่บ้าน พ่อแม่ปู่ย่าตายายสอนให้อ่านให้เขียน
   
สมัยก่อนคนไม่เห็นประโยชน์ที่จะเรียนหนังสือ คนรู้หนังสือจึงมีน้อย คนไม่รู้หนังสือจึงไม่มีความรู้และไม่ฉลาด

สมัยนี้มีโรงเรียนให้เรียนหนังสือ มีครูสอนหนังสือและยังสอนให้นักเรียนรู้จักคิด รู้จักพูดดี ทำดี สอนให้รู้เรื่องราวต่างๆ ของบ้านเมือง ให้รู้วิชาทำมาหากิน รู้วิธีทำงานให้ได้ดี

ถ้านักเรียนอยากเป็นคนฉลาด ต้องไปโรงเรียนและขยันเรียน หมั่นอ่าน หมั่นเขียน หมั่นเรียนหนังสือ จะได้มีความรู้ เมื่อมีความรู้แล้วจะคิดอะไร จะทำอะไร ก็ทำได้ดี เมื่อนักเรียนทำได้อย่างนี้ โตขึ้นจะได้เป็นคนดี มีความรู้ มีงานทำ พ่อแม่จะได้ชื่นใจ


แหล่งข้อมูลที่มา    :   เอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทย
                              โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม

เสือสมิง

วันหนึ่ง ตาเสงี่ยมเล่าให้เด็กๆ ฟังว่า แต่ก่อนเมืองไทยเรียกว่า "เมืองสยาม" มีป่าสงวนมาก ป่าสงวนคือ ป่าที่ห้ามตัดไม้ทำลายป่า ในป่าจึงมีต้นไม้ขึ้นทึบ มีสัตว์ป่ามากมาย เช่น เนื้อสมัน ช้าง ลิง เสือ เป็นต้น แม่น้ำลำคลองก็มีปลาชุกชุม มีทั้งปลาสลิด ปลาสวาย และปลาสลาด

ตาเสงี่ยมได้เล่านิทานเรื่องเสือสมิงให้เด็กๆ ฟังว่า ใกล้ป่าสงวนแห่งหนึ่ง มีบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้เป็นบ้านของลุงสมาน รอบๆ บ้านของลุงสมานมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นเต็มและเงียบสงัด ป่าสงวนแห่งนี้มีเสือตัวหนึ่ง ชาวบ้านลือกันว่าเป็นเสือสมิง บางทีเสือตัวนี้ก็เป็นคนเข้ามาในหมู่บ้าน และหลอกให้คนในหมู่บ้านเข้าไปในป่าเสมอๆ แล้วเสือสมิงก็จับกิน

วันหนึ่งสง่าหลานของลุงสมานไปเก็บลูกสมอใกล้บ้าน ไปพบหญิงสาวนั่งสยายผมอยู่ใต้ต้นสมอ สง่าเดินไปพูดด้วย หญิงสาวก็เป็นเสือสมิง จะกัดสง่า สง่าก็วิ่งหนีและร้องให้คนช่วย

ลุงสมานนั่งรอสง่า ได้ยินเสียงร้องของสง่า จึงถือปืนวิ่งเข้าไปดู พบเสือสมิงกำลังวิ่งไล่ตามสง่า ลุงสมานจึงยิงเสือสมิง เสียงปืนดังสนั่น เสือสมิงผงะหงาย แล้ววิ่งหายเข้าป่าไป

ตาเสงี่ยมบอกเด็กๆ ว่า ไม่ต้องหวาดผวา เสือสมิงมีแต่เรื่องเล่าในนิทานเท่านั้น


แหล่งข้อมูลที่มา    :   เอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทย
                             โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม

บะหมี่ผู้ไม่กลัว

หมอใหญ่เป็นหมอประจำหมู่บ้าน ใครเจ็บไข้จะมาให้หมอใหญ่รักษา หมีเป็นหลายชายของหมอใหญ่ เขาชอบกินบะหมี่ หมอใหญ่จึงเรียกเขาว่าบะหมี่ เขาชอบบอกใครๆ ว่า เขาเป็นคนเก่ง ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น

วันหนึ่งหมอใหญ่กับบะหมี่เข้าไปเที่ยวในป่า ระยะนี้เป็นหน้าฝน ต้นไม้ต้นหญ้าในป่าสดเขียวงามตา ที่กอไผ่มีหน่อไม้หลายหน่อ ห่างออกไปมีต้นหว้าใหญ่ หมอใหญ่ไปนั่งพักที่ใต้ต้นหว้า ส่วนบะหมี่ดูหน่อไม้ที่กอไผ่ บะหมี่เห็นหมูป่าเดินมา เขาตกใจกล้ว เขาวิ่งไปหาหมอใหญ่ที่ใต้ต้นหว้า

บะหมี่เล่าให้หมอใหญ่ฟังด้วยเสียงดังว่า เขาหนีหมูป่า หมอใหญ่ได้แต่หัวเราะ

บนต้นหว้ามีนกกาเหว่าหลายตัว มันกำลังกินลูกหว้า นกกาเหว่าได้ยินเสียงของบะหมี่  จึงตกใจร้อง "กาเหว่าๆ" แล้วก็บินหนีไป หมอใหญ่พูดว่า นกกาเหว่ามันกลัวเสียงของบะหมี่จึงบินหนี แต่นกกาเหว่าไม่คุยอวดตัวว่ามันไม่กลัวอะไร

แหล่งข้อมูลที่มา    :    เอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทย
                               โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม

Thursday, September 30, 2010

แรงสามัคคี

มดแดงฝูงหนึ่ง ทำรังอยู่บนต้นลำไย ตั้งแต่เช้าจนเย็น มันจะช่วยกันทำงานและหาอาหารมาไว้ในรัง มันจะคอยดูแลและเอาใจใส่ไม่ให้สัตว์อื่นเข้ามาใกล้รังของมัน

เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ฝูงมดแดงกำลังพักผ่อนอยู่ในรัง มดแดงน้อยตัวหนึ่งออกไปเล่นนอกรัง มันกลับเข้ามาในรังและทำหน้าตื่น มันเล่าให้ฝูงมดแดงฟังว่า พบสัตว์ตัวใหญ่ มีขนเต็มตัว มีตาโตน่ากลัวอยู่ใกล้ๆ รัง มดแดงตัวหนึ่งจึงออกไปดู เห็นบุ้งตัวใหญ่กำลังคืบคลานอยู่หน้ารัง ทำท่าจะเข้ามาในรัง มดแดงตัวนั้นจึงบอกให้ฝูงมดแดงมาช่วยกันป้องกันรัง ฝูงมดแดงจึงออกมารุมกัดตัวบุ้ง บุ้งงอตัวหลบหลีกและถอยหนี

ในที่สุด บุ้งก็หล่นลงไปใต้ต้นลำไย ฝูงมดแดงดีใจมาก มดแดงตัวหนึ่งจึงพูดว่า เพราะแรงแห่งสามัคคี เราจึงป้องกันไม่ให้ใตรเข้ามาในรังของเราได้

แหล่งข้อมูลที่มา : เอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทย
โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม


หนังสือนิทานเกี่ยวกับมดที่น่าสนใจ .......

Wednesday, August 25, 2010

เกือบไปแล้ว

สายวันหนึ่ง....ลูกหมูน้อยออกไปเดินเที่ยวในป่าเพียงลำพัง ขณะที่กำลังเพลิดเพลินเก็บดอกไม้ป่าอยู่นั้น...

"อู้ฮู...ดอกไม้ออกดอกสวยสะพรั่งเต็มไปหมดเลย เก็บเอาไปฝากคุณแม่บ้างดีกว่า" ลูกหมูคิด

.....มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินผ่านมาพบเข้า

"ว้าว! เจ้าลูกหมูนั่นเนื้อแน่นน่าหม่ำเหลือเกิน แหม...อยู่ตัวเดียวเสียด้วยสิ เสร็จเราละ" สุนัขจิ้งจอกคิด

สุนัขจิ้งจอกรีบเดินตรงรี่เข้าไปหาลูกหมูน้อย...

"นี่แน่้่ะ...เจ้าลูกหมูตัวน้อย หันมานี่หน่อยสิ ฉันมีอะไรดีๆ จะให้เจ้าดู" สุนัขจิ้งจอกพูด

ลูกหมูน้อยตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อได้ยินเสียงของสุนัขจิ้งจอก

"จะให้..ผ..ผะ..ผมดูอะไรหรือครับ?" ลูกหมูถาม

"ก็เขี้ยวอันแข็งแกร่งซึ่งพร้อมจะขย้ำเจ้านี่ไงล่ะ...ฮะ ๆ ๆ" สุนัขจิ้งจอบตอบ

แต่ก่อนที่เหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้น คุณช้างก็ผ่านมาพบเข้าพอดี

"หยุดนะ! นั่นเจ้าจะทำอะไรลูกหมูน้อย...ฮึ?"  ช้างพูด

คุณช้างได้จัดการไล่สุนัขจิ้งจอกจนโกยอ้าวไป

"โอ...ขอบพระคุณมากนะครับ นี่ถ้าคุณลุงไม่ผ่านมาช่วยไว้ ผมคงถูกเจ้าจิ้งจอกเล่นงานไปแล้วแน่ๆ!" ลูกหมูพูด

เฮ้อ! ลูกหมูน้อยเกือบโชคร้ายเสียแล้ว แต่ยังดีที่คุณช้างมาช่วยไว้ได้ทัน น้องๆ ก็เช่นกัน ไม่ควรออกไปเที่ยวที่ไหนตามลำพังนะคะ เพราะอาจเกิดอันตรายได้

ในสำนวนไทยเรียก ผู้ที่มาช่วยเหลือเราในยามที่กำลังเดือดร้อนได้ทันท่วงที แบบคุณช้างนี้ว่า

"พระมาลัยมาโปรด"


แหล่งข้อมูลอ้า่งอิง    :   เอกสารส่งเสริมการอ่าน ปี 2550
                                โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม
                                

Tuesday, August 24, 2010

สุนัขจิ้งจอกกับแพะ

สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง กระหายน้ำเป็นอันมาก มันเดินซอกซอนหาน้ำดื่มไปจนทั่้ว จนในที่สุดก็พบกับบ่อน้ำหนึ่งเข้า จึงตรงเข้าไปที่บ่อน้ำนั้น อย่างกระหายและคิดที่จะดื่มกินให้สมใจอยาก แต่แล้ว ด้วยความประมาท ร่างของมันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ มันพยายามปีนขึ้นมาเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งมีแพะตัวหนึ่งเดินมาที่บ่อน้ำ เห็นร่างของสุนัขจิ้งจอกลอยคออยู่ในบ่อ จึงร้องถามขึ้นว่า "ท่านลงไปในบ่อนั้นทำไมกันรึ" สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นก็คิดอุบายขึ้นได้ทันที "ที่ข้าลงมาอยู่ในบ่อนี้ก็เพราะว่าน้ำในนี้มันอร่อยน่ะสิ อร่อยจนข้าคิดที่จะดื่มให้หมดเลย"

"อย่างนั้นเชียวรึ!!!" เจ้าแพะผู้โง่เขลาร้องถาม และด้วยความเชื่อมันเลยกระโดดลงไปในบ่อน้ำนั้นโดยไม่คิดอะไรแม้แต่น้อย สุนัขจิ้งจอกได้โอกาสจึงกระโดดขึ้นไปบนหลังแพะแล้วปีนขึ้นมาจากบ่อน้ำได้ในที่สุด ปล่อยให้เจ้าแพะหน้าโง่ลอยคออยู่ในบ่อน้ำนั้น "ท่านหลอกลวงข้า" เจ้าแพะโง่กล่าว "เพื่อหวังผลประโยชน์จากข้าเท่านั้น!"

"ก็คงใช่" สุนัขจิ้งจอกตอบโต้ "แต่ที่เป็นเช่นนี้เพราะความเขลาของเจ้าเอง ที่กระโดดลงไปโดยไม่คิดแม้แต่น้อย ข้าเชื่อว่าขนที่หนวดบนคางของเจ้าน่ะ มีมากกว่ามันสมองของเจ้าที่มีอยู่น้อยนิดเสียอีก"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด


แหล่งข้อมูลอ้างอิง  :   ใบงานการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ชุดที่ 2 
                               ป. 5  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552
                               โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม

Sunday, August 22, 2010

เจ้าไม่ได้ฝากอะไรไว้ที่ข้าเลย

ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเดินทางไปต่างจังหวัด ได้ฝากเงินไว้ที่ตาเฒ่าผู้หนึ่ง เป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท เมื่อกลับมาจากต่างจัีงหวัดแล้ว เขาไปขอรับเงินคืน แต่ตาเฒ่าปฏิเสธเรื่องเงินฝาก บอกว่า "เจ้าไม่ได้ฝากอะไรไว้ที่ข้าเลย"

เด็กหนุ่มได้ไปขอพึ่งความยุติธรรมจากศาล ผู้พิพากษาเรียกตัวผู้เฒ่าไปที่ศาล "เด็กหนุ่มคนนี้ฝากเงินไว้ที่ท่านใช่ไหม?" ตาเฒ่ายืนกราน "ไม่ได้ฝากไว้ ไม่มีเลย" ผู้พิพาษาจึงถามเด็กหนุ่มว่า "เจ้ามีพยานไหม?" เด็กหนุ่มตอบ "ไม่มีครับ" ผู้พิพากษาถามเด็กหนุ่มต่อไป "ขณะที่เจ้าเอาเงินไปฝากไว้กับตาเฒ่านั้น เจ้าสองคนอยู่ที่ไหน?" "เรานั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ครับ" "ทำไมเจ้าบอกว่าไม่มีพยานล่ะ?"...."ต้นไม้ใหญ่เป็นพยานให้เจ้าได้" ผู้พิพากษาพูด

แล้วผู้พิพากษากล่าวเสียงดังว่า "เจ้าจงไปที่ต้นไม้ใหญ่บอกว่าข้าเรียกตัวมาที่ศาล" ตาเฒ่ายิ้มชอบใจ แต่เด็กหนุ่มกลับลังเลใจ กล่าวว่า "ผมกลัวว่าต้นไม้ใหญ่จะไม่ยอมเชื่อหมายศาลของใต้เท้ามากกว่า" ผู้พิพากษาบอกให้วางใจ "เจ้านำแหวน ซึ่งเป็นตราของข้าไปให้ต้นไม้ดู แล้วบอกมันว่าดูซิ นี่เป็นตราของผู้พิพากษานะ ต้นไม้ก็จะต้องมาแน่นอน"

เด็กหนุ่มนำตราของผู้พิพากษาเดินทางไปไ้ด้สักครู่ใหญ่ ผู้พิพากษาก็ถามตาเฒ่าว่า "นี่ ท่านลองกะดูทีซิว่า เจ้าเด็กหนุ่มไปถึงต้นไม้ใหญ่แล้วหรือยัง?" ตาเฒ่าตอบ "อ้อ...คงจะถึงแล้ว"

เด็กหนุ่มเรียกตัวต้นไม้เป็นพยานไม่ได้ผล จึงกลับไปบอกผู้พิพากษาตามความจริง "ผมเอาตราของท่านให้มันดู แต่มันไม่สนใจอะไรเลยครับท่าน" ผู้พิพากษาตอบ "ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นได้มาแล้วและได้ให้ปากคำต่อหน้าบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว"

ตาเฒ่ารู้สึกตื่นเต้นในขณะนั้น "ใต้เท้าว่าอะไรนะ? ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้มาเลย" "เป็นความจริง มันไม่ได้มาเลย" ผู้พิพากษาประกาศ แล้วกล่าวต่อไปว่า "เมื่อกี้นี้ เราถามท่าน เจ้าหนุ่มไปถึงต้นไม้ใหญ่แล้วหรือยัง?" ท่านก็บอกเราว่า "คงจะถึงแล้ว ถ้าท่านไม่ได้รับเงินจากเจ้าหนุ่มที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ท่านจะต้องถามเราว่า ต้นไม้ต้นไหน? ไกลจากที่นี่มากไหม? คำตอบของท่านเมื่อกี้นี้ จึงพิสูจน์ได้ว่า เด็กหนุ่มพูดความจริง"....ผู้พิพากษาจึงตัดสินให้คืนเงินแก่เด็กหนุ่ม และลงโทษตาเฒ่าอีกด้วย

นิทานจบแล้วค่ะ เห็นไหมคะน้องๆ ว่าการโกงคนอื่นเป็นสิ่งไม่ดี อย่าคิดว่าทำแล้วจะไม่มีใครจับได้นะคะ ถึงไม่มีใครจับได้เราก็ย่อมรู้แก่ใจตัวเองอยู่ดีว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นถูกหรือเปล่า


ผู้แต่ง                    :    พี่อ้อย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง   :    หนังสืออุดมศานต์
                                 ปีที่ 86 เดือน พฤศจิกายน 2549/2006